บุคคลเปรียบด้วยน้ำ7ประเภท
1 จมลงไปครั้งเดียวก็จมลงไปเลย
ได้แก่ บุคลประเภทที่ประกอบด้วยอกุศลฝ่ายดำล้วน
2 โผล่ขึ้นแล้วจม
ได้แก่บุคคลมีคุณธรรม แต่คุณธรรมเสื่อม
3 โผล่ขึ้นแล้วลอยอยู่ได้
ได้แก่ผู้มีคุณธรรมไม่เสื่อม
4 โผล่ขึ้นแล้ว เห็นแจ่มแจ้ง เหลียวดูได้
ได้แก่ พระโสดาบัน
5 โผล่ขึ้นแล้วว่ายเข้าฝั่ง
ได้แก่พระ สกทาคามี
6 โผล่ขึ้นแล้ว ไปถึงที่ตื้น
ได้แก่พระ อนาคามี
7โผล่ขึ้นแล้ว ข้ามฝั่งได้ยืนอยู่บนบก
ได้แก่พระอรหันต์ ผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ
วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ความอัศจรรย์พระธรรมวินัย
ความอัศจรรย์พระธรรมวินัยเปรียบกับมหาสมุทร 8 ปรการ
1 การปฏิบัติและการตรัสรุ้ตั้งแต่เบื้องต้นจนลึกซึ้งตามลำดับ
เปรียบเหมือนมหาสมุทร ค่อยลุ่ม ค่อยลาด ค่อยลึกลง ตามลำดับ
2 เหล่าสาวกไม่ล่วงละเมิดข้อบัญญัติที่ตราไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเปรียบเหมือนมหาสมุทร มีลักษณะคงตัวไม่ล้นฝั่ง
3 พระธรรมวินัยนี้ไม่เก้บคนทุศิลไว้ เปรีบยเหมือนมหาสมุทรไม่เก้บซากศพไว้
มีแต่ซัดเข้าหาฝั่ง
4 พระธรรมวินัยนี้เป็นที่รวมของคนในวรรณะทั้ง4 ไม่ว่ามาจากใหน
ย่อมทิ้งโคตรเดิมหมด เหลือแต่ชื่อ..สมณศากยบุตร..
เปรียบเหมือนมหาสมุทรเป็นที่ไหลมารวมแห่งแม่น้ำทั้งหลาย
และเมื่อไหลมาถึงมหาสมุทรก้ละชื่อเดิมทั้งหมด
5 ภิกษุในธรรมวินัยนี้ล่วงลับไปมากตอมาก ก็ไม่ปรากฏว่าพระธรรมวินัยนี้
บกพร่องหรือล้น
เปรียบเหมือนมหาสมุทรไม่ปรากฏว่าพร่องหรือล้น
6 พระธรรมวินัยนี้มีรสเดียว มีวิมุติเป็นรส เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรสเค็มอย่างเดียว
7 พระธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมาย เช่นสติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน4เป็นต้น
เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรัตนะมากมาย เช่นมุกดา ไพฑูรย์ เป้นต้น
8พระธรรมวินัยนี้เป็นทีเป็นที่อาศัยของคนสำคัญๆ เช่นพระโสดาบัน พระสกทาคามี เป็นต้น
เปรียบเหมือนมหาสมุทรเป็นที่อาศัย ของสัตว์ใหญ่
เช่น ปลาติมิมิงคละ เป้นต้น
1 การปฏิบัติและการตรัสรุ้ตั้งแต่เบื้องต้นจนลึกซึ้งตามลำดับ
เปรียบเหมือนมหาสมุทร ค่อยลุ่ม ค่อยลาด ค่อยลึกลง ตามลำดับ
2 เหล่าสาวกไม่ล่วงละเมิดข้อบัญญัติที่ตราไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเปรียบเหมือนมหาสมุทร มีลักษณะคงตัวไม่ล้นฝั่ง
3 พระธรรมวินัยนี้ไม่เก้บคนทุศิลไว้ เปรีบยเหมือนมหาสมุทรไม่เก้บซากศพไว้
มีแต่ซัดเข้าหาฝั่ง
4 พระธรรมวินัยนี้เป็นที่รวมของคนในวรรณะทั้ง4 ไม่ว่ามาจากใหน
ย่อมทิ้งโคตรเดิมหมด เหลือแต่ชื่อ..สมณศากยบุตร..
เปรียบเหมือนมหาสมุทรเป็นที่ไหลมารวมแห่งแม่น้ำทั้งหลาย
และเมื่อไหลมาถึงมหาสมุทรก้ละชื่อเดิมทั้งหมด
5 ภิกษุในธรรมวินัยนี้ล่วงลับไปมากตอมาก ก็ไม่ปรากฏว่าพระธรรมวินัยนี้
บกพร่องหรือล้น
เปรียบเหมือนมหาสมุทรไม่ปรากฏว่าพร่องหรือล้น
6 พระธรรมวินัยนี้มีรสเดียว มีวิมุติเป็นรส เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรสเค็มอย่างเดียว
7 พระธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมาย เช่นสติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน4เป็นต้น
เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรัตนะมากมาย เช่นมุกดา ไพฑูรย์ เป้นต้น
8พระธรรมวินัยนี้เป็นทีเป็นที่อาศัยของคนสำคัญๆ เช่นพระโสดาบัน พระสกทาคามี เป็นต้น
เปรียบเหมือนมหาสมุทรเป็นที่อาศัย ของสัตว์ใหญ่
เช่น ปลาติมิมิงคละ เป้นต้น
วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554
สุภาสิตชยสูตร(หมากัดอย่ากัดตอบ)
สุภาสิตชยสูตร....พระพุทธเจ้าทรงเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งท้าวเวปจิตติอสูรกับพระอินทร์ ท้าแข่ง
กล่าวคำสุภาษิต
ว่าคำของใครจะไพเราะกว่า มีเหตุผลกว่ากัน
ท้าวเวปจิตติ กล่าวว่า
คนพาลนั้น ถ้าไม่รีบปราบเสียแต่ต้นยิ่งจะกำเริบใหญ่
เพราะฉะนั้นนักปราชญ์จึงควรกำราบคนพาลด้วยการลงทัณฑ์
พระอินทร์ กล่าวว่า
ผู้ที่คนอื่นโกรธแล้ว มีสติยั้บยั้งไม่โกรธตอบ
เราเห็นว่านี่แหละ เป็นวิธํกำราบคนพาล
ท้าวเวปจิตติกล่าวว่า
เราเห็นโทษของการอดกลั้นมาแล้ว เมื่อใดคนพาลเห็นว่าเรานิ่งเฉยเสีย
ททท พระอินทร์กล่าวแก้ว่าที
ผู้ใดแข็งแรง อดกลั้นคำล่วงเกินของผู้อ่อนแอ
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ความอดกลั้นของผู้นั้นเป็นยอด
เพราะคนอ่อนแอจำต้องอดทนทนเป็นประจำอยู่แล้ว
ความอดทนของคนอ่อนแอไม่นับว่าเป็นพลัง
ผู้ที่โกรธคนอื่นเลวอยู่แล้ว แต่ผู้ที่โกรธตอบเลวยิ่งกว่าอีก
ผู้ที่ไม่โกรธตอบผู้ที่โกรธตน ย่อมชนะสงครามที่ชนะได้แสนยาก
นับว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น
ที่ประชุมอันประกอบด้วยพวกอสูรและเทวดาตัดสินว่า
คำกล่าวของอาสูรเป็นการชวนทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เป็นสุภาษิต
ส่วนคำกล่าวของพระอินทร์ไม่ชวนทะเลาะเบาะแว้ง
เป้นวาจา สุภาษิต
จึงให้พระอินทร์ชนะ
กล่าวคำสุภาษิต
ว่าคำของใครจะไพเราะกว่า มีเหตุผลกว่ากัน
ท้าวเวปจิตติ กล่าวว่า
คนพาลนั้น ถ้าไม่รีบปราบเสียแต่ต้นยิ่งจะกำเริบใหญ่
เพราะฉะนั้นนักปราชญ์จึงควรกำราบคนพาลด้วยการลงทัณฑ์
พระอินทร์ กล่าวว่า
ผู้ที่คนอื่นโกรธแล้ว มีสติยั้บยั้งไม่โกรธตอบ
เราเห็นว่านี่แหละ เป็นวิธํกำราบคนพาล
ท้าวเวปจิตติกล่าวว่า
เราเห็นโทษของการอดกลั้นมาแล้ว เมื่อใดคนพาลเห็นว่าเรานิ่งเฉยเสีย
ททท พระอินทร์กล่าวแก้ว่าที
ผู้ใดแข็งแรง อดกลั้นคำล่วงเกินของผู้อ่อนแอ
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ความอดกลั้นของผู้นั้นเป็นยอด
เพราะคนอ่อนแอจำต้องอดทนทนเป็นประจำอยู่แล้ว
ความอดทนของคนอ่อนแอไม่นับว่าเป็นพลัง
ผู้ที่โกรธคนอื่นเลวอยู่แล้ว แต่ผู้ที่โกรธตอบเลวยิ่งกว่าอีก
ผู้ที่ไม่โกรธตอบผู้ที่โกรธตน ย่อมชนะสงครามที่ชนะได้แสนยาก
นับว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น
ที่ประชุมอันประกอบด้วยพวกอสูรและเทวดาตัดสินว่า
คำกล่าวของอาสูรเป็นการชวนทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เป็นสุภาษิต
ส่วนคำกล่าวของพระอินทร์ไม่ชวนทะเลาะเบาะแว้ง
เป้นวาจา สุภาษิต
จึงให้พระอินทร์ชนะ
วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554
บัวไม่ติดน้ำ
บุณฑริกเกิดในชลาลัย
กลิ่นหอมรื่นรมย์ใจไม่เปียกน้ำ
พระพุทธเจ้าเกิดในโลกไม่ติดในโลกีย์
ดุจปทุมรมณีย์ไม่เปียกน้ำ
กลิ่นหอมรื่นรมย์ใจไม่เปียกน้ำ
พระพุทธเจ้าเกิดในโลกไม่ติดในโลกีย์
ดุจปทุมรมณีย์ไม่เปียกน้ำ
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554
พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์
พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์
ในยุคนี้มี5ปาง คือ
1 ปางมารวิชัย
2 ปางสมาธิ
3ปางประทานพร
4ปางไสยยาสน์
5 ปางขอฝน
ในยุคนี้มี5ปาง คือ
1 ปางมารวิชัย
2 ปางสมาธิ
3ปางประทานพร
4ปางไสยยาสน์
5 ปางขอฝน
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อาหาร4ชนิด(ปุตตมังสสูตร)
ปุตตมังสสูตร ตรัสสอนให้กำหนดรู้เรื่องอาหาร4ชนิด
ด้วยอุปมาอุปไมยน่าฟัง คือ
1.ให้กินอาหาร(กวฬิงการาหาร) เหมือนคนกินเนื้อบุตรของตนเอง
เพื่อยังชีพขณะเดินทางกันดาร เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารอย่างนี้
เท่ากับว่ารู้ความยินดีในกามคุณ
2.ให้ระวังผัสสะ (การกระทบระหว่างอายตนะภายในกับภายนอก)
เหมือนโคไม่มีหนัง ระมัดระวังตัวจากการรบกวนของสัตว์และแมลง
จะมาเจาะไซหรือกัด
เมื่อทำอย่างนี้ก็เท่ากับรู้เท่าทันเวทนาทั้ง3ได้
3 ให้ควบคุมมโนสัญเจตนา (เจตจำนง ความคิด)
อย่าตกเป็นธาตุตัณหา
เหมือนคนถูกลากลงสู่หลุมถ่านเพลิง
ดิ้นรนหนีให้พ้นความร้อน
4.ให้คุมวิญญาณ(การรับรู้อารมณ์ผ่านประสาทสัมผัส)
อย่าให้การรับรู้นั้นเป็นเหตุก่อทุกข์
เหมือนดังเช่นนักโทษถูกสั่งให้ทำโทษ
ด้วยการเอาหอก100เล่มแทงถึงแก่ชีวิต
มารมี5ประเภท
มาร 5 ประเภท
1 ขันธมาร มารคือขันธ์5 ร่างกายไม่อำนวยให้ทำความดี
เช่นเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ทำให้หมดโอกาสดีๆในชีวิต
2 อภิสังขารมาร มารคือบุญบาป
ความชั่ว..ทำให้ขัดขวางมิให้บรรลุธรรม
บางทีบุญก็ขัดขวางเช่นกัน เพราะเป็นเหตุให้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ
ผู้ที่ทำบุญไปเกิดในภพภูมิที่ดี เช่นสวรรค์ก็หลงมัวเมาไม่รู้สร่าง
3 กิเลสมาร มารคือกิเลส โลภ โกรธ หลง
เป็นมารเพราะขัดขวางมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม
4 มัจจุมาร มารคือความตาย ความตายทำลายทุกสิ่งในชีวิต
บางทีกำลังก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม ก็มาด่วนตายเสียก่อน
ความตายจึงตัดโอกาสดีๆของชีวิต
5 เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร
เทวดาที่เกเรคอยขัดขวางมิให้คนทำความดี
หมายเอาเทวบุตรฝ่ายอันธพาลทั้งหลายอย่างสูง
หมายเอาพญามารชื่อ วสวัตตี
พญามารที่มาทูลขอให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน..หมายเอาเทวปุตตมาร และขันธมาร
เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ๆ มารก็มากระซิบอีกว่า
บัดนี้พระองค์บรรลุสัมโพธิญาณดังหวังแล้ว ปรินิพพานเสียเถอะ
พระองค์ตรัสว่า พระองค์จะไม่ปรินิพพานจนกว่าพรหมจรรย์(พระศาสนา)
ของพระองค์จะแพร่หลายมั่นคง
ธัมทาส(แว่นธรรม)
ธัมทาส
คนที่จะมี..ธัมทาส...ที่จะส่องดูอนาคตของตนได้อย่างมั่นใจ
ก็คือคนที่ศรัทธา มั่นในพระรัตรตรัย มีศิลบริสุทธิ์
บรรลุธรรมชั้นโสดาบัน ผู้ก้าวสู่กระแสนิพพาน
ผู้ที่ไม่มีทางตกต่ำ มีแต่จะก้าวสู่งขึ้นไปสู่การตรัสรู้ในที่สุด
พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำเรื่องไตรสิกขา ว่าเป็นธรรมที่พระองค์ทรงสอนมาก
สอนบ่อยกว่า
ศิล เป็นพื้ฐาน
สมาธิ ที่ศิลหนุนให้เจริญเต็มที่ย่อมมีผลมาก มีอนิสงส์มาก
ปัญญา มีสมาธิหนุน ให้เจริญเติมที่ ย่อมมีผลมาก มีอนิสงส์มาก
ที่ว่ามีผลมาก คือ อนิสงส์มาก คือมีผลและอนิสงส์ถึงขั้นที่ทำให้หลุดพ้น
จาก กามาสวะ
ภวาสวะ
อวิชชาสวะ
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
หยุดเพึ่อจะกำจัดเหลือบที่หากินกับศาสนา
หยุดเพึ่อกำจัดพวกเหลือบที่มาเกาะเวปหากินกับศาสนา...จนกว่าจะกำจัดหมด
วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
พระอรหันต์ผู้บรรลุธรรมที่ไม่ได้อยู่ในอริยาบถสี่
พระสาวกที่เจริญกายคตาสติ
การบรรลุธรรม.....สิ่งที่เป็นไปได้ทุกอิริยาบถ
......อานนท์ ควาทคิดที่ว่าเรามีเราเป็น มันเกิดมีขึ้นเพราะเรามีอุปทานในขันธ์ห้า
ยึดถือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญาณ ว่าเป็นของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา
เหมือนเช่น ชายหนุ่มหญิงสาวที่รักการแต่งตัว ส่องดูหน้าตัวเองในกระจก
ไม่ได้มองด้วยใจเฉยๆ แต่จะมองด้วยความยึดมั่น ว่าเป็นเรา เป็นของเรา
เป็นใบหน้าของเรา
ความคิดว่ามีเราเกิดขึ้นเพราะความยึดถือ หากไม่มีอุปทานความคิดก็ไม่มี....
แม้กาลปรินิพพานของพระองค์ จะผ่านล่วงเลยไปแล้วก้ตาม
ท่านพระอานนท์ก้ยังขะมักเขม้นปรารภความเพียรเพื่อการทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งความทุกข์
ไม่ลดละ
ในคืนนั้นเอง เมื่อเห็นว่าเหน็ดเหนื่อยกับการประกอบความเพียรพอสมควรแล้วและเพราะถึงเวลาจำวัด ขณะที่กำลังเอนตัวลงนอน ศีรษะยังไม่ถึงพื้น เท้าก็ถูกยกขึ้นจากพื้นแล้ว
ท่านก็เกิดการรู้แจ้งซึ่งความสมบูรณ์แห่งสติ ดับอาสวะได้ในระหว่างนั้น
เป็นพระอรหันต์ผู้บรรลุที่ไม่ได้อยู่ในอิริยาบถสี่
แต่อยู่ในระหว่าง ไม่ใช่ยืน เดิน นั่ง หรือนอนอันใดอันหนึ่ง
วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ทำไมมหาสติปัฏฐานเป็นสายเอกและอริยมรรคเป็นทางสายกลาง
ทำไมมหาสติปัฏฐานเป็นทางสายเอก
และอริยมรรคเป็นทางสายกลาง
มหาสติปัฏฐาน....คือทางสายเอกเป็นสายสำคัญไม่มีสอง
เป็นสายเดียวที่พ้นทุกข์
ส่วนอริยมรรคมีองค์8คือทางสายกลาง เรียกว่า มัชฌิมาปทา มีศิล สมาธิ ปัญญา
สำหรับ สติปัฏฐาน เป็นตัวยืนทางสติ ที่เป็นไปใน กาย เวทนา จิต ธรรม
ส่วนอริยมรรค เวลาทำหน้าที่ จะรวมตัวเป็นหนึ่งเหมือนเชือกเกลียว8เส้น
เรียกว่า...มรรคสมังคี....
เป็นทางพ้นทุกข์เช่นกัน
กัมฐานทั้ง40วิธีจะมารวมอยู่ใน....สติปัฏฐาน4 นอกจากอสุภะเท่านั้นที่ไม่ได้รวม
พระพุทธเจ้าจึงรับรองว่า ผู้ทีเจริญสติปัฏฐาน4ด้วยจิตตั้งมั่นและความเพียรอย่างเร็ว7วัน
อย่างช้า7ปี
วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ผู้ถึงความว่างต้องไม่ยึดในความรู้
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ผู้ไม่ยึดมั่นในความรุ้ ย่อมถึงความสงบสุข๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
.....พาหิยะ เธอเห็นอะไร ....ให้สักว่าเห็น
ได้ยินอะไร...ให้สักว่าได้ยิน(อย่าไปรู้มันว่าเห็นอะไร ได้ยินอะไร)
คนมีปัญญา มีตาดี มีหูดี แต่ทำเหมือนหูหนวก
มีกำลังดีแต่ทำเหมือนง่อยเปลี้ย ไม่มีกำลัง(อย่าเอากำลังไปทำบาป)
ปิดหูซ่ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นอนนั่งสบาย
การทอดแห......ควรเลือกทำเลที่จะทอด ถ้าทอดไปเรื่อยโดยขาดการพิจารณา
อาจติดเอาตอหรือหนาม นอกจากไม่ได้ปลาแล้ว แหอาจขาดเสียหาย
เพราะความไม่พิจารณานั้น
การให้ความรุ้คน หรือแม้แต่การสนทนา ถ้าไม่เลือกเฟ้นคนฟัง
ย่อมเสียหายดุจคนทอดแหข้างต้น ย่อมถึงความว่างไม่ได้
คนอยากรวยหลงลาภ ยศ สรรเสริญ หมกมุ่นในกามคุณสุดโต่งหรือมิจฉาทิฏฐิ
ควรชักสะพานเสียแล้ว หลีกให้ห่างไกลจากคนพาลพวกนี้
.....พาหิยะ เธอเห็นอะไร ....ให้สักว่าเห็น
ได้ยินอะไร...ให้สักว่าได้ยิน(อย่าไปรู้มันว่าเห็นอะไร ได้ยินอะไร)
คนมีปัญญา มีตาดี มีหูดี แต่ทำเหมือนหูหนวก
มีกำลังดีแต่ทำเหมือนง่อยเปลี้ย ไม่มีกำลัง(อย่าเอากำลังไปทำบาป)
ปิดหูซ่ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นอนนั่งสบาย
การทอดแห......ควรเลือกทำเลที่จะทอด ถ้าทอดไปเรื่อยโดยขาดการพิจารณา
อาจติดเอาตอหรือหนาม นอกจากไม่ได้ปลาแล้ว แหอาจขาดเสียหาย
เพราะความไม่พิจารณานั้น
การให้ความรุ้คน หรือแม้แต่การสนทนา ถ้าไม่เลือกเฟ้นคนฟัง
ย่อมเสียหายดุจคนทอดแหข้างต้น ย่อมถึงความว่างไม่ได้
คนอยากรวยหลงลาภ ยศ สรรเสริญ หมกมุ่นในกามคุณสุดโต่งหรือมิจฉาทิฏฐิ
ควรชักสะพานเสียแล้ว หลีกให้ห่างไกลจากคนพาลพวกนี้
วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554
การปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร
การปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร
การปฏิบัติธรรมทั้วหลายที่เราพยายามปฏิบัติจะใช้ในเวลานี้เท่านั้น
เมื่อถึงเวลาที่ตาย.....
ให้ทำจิตเป็นหนึ่ง
แล้วหยุดเพ่ง
ปล่อยวางทั้งหมด
สายฝนและเปลวไฟในกระจก
หามีผลต่อกระจกไม่
เพราะกระจกไม่เลือกสะท้อนภาพ
ไม่ให้อำนาจแก่ สายฝนและ เปลวไฟ
เปรียบได้ด้วยจิตที่รับรู้ แต่ไม่ยึดติดและครอบครอง
ถ้าจิตยินดี(ชอบ)
ไม่ยินดี(ไม่ชอบ)
ก็ไม่หลง(วางเฉยเป็นอุเบกขา)
นิพพาน.....อยู่ตรงนี้แหละ...
การปฏิบัติธรรมทั้วหลายที่เราพยายามปฏิบัติจะใช้ในเวลานี้เท่านั้น
เมื่อถึงเวลาที่ตาย.....
ให้ทำจิตเป็นหนึ่ง
แล้วหยุดเพ่ง
ปล่อยวางทั้งหมด
สายฝนและเปลวไฟในกระจก
หามีผลต่อกระจกไม่
เพราะกระจกไม่เลือกสะท้อนภาพ
ไม่ให้อำนาจแก่ สายฝนและ เปลวไฟ
เปรียบได้ด้วยจิตที่รับรู้ แต่ไม่ยึดติดและครอบครอง
ถ้าจิตยินดี(ชอบ)
ไม่ยินดี(ไม่ชอบ)
ก็ไม่หลง(วางเฉยเป็นอุเบกขา)
นิพพาน.....อยู่ตรงนี้แหละ...
วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554
ทางสายเอก(สติปัฏฐาน4
ทางสายเอก(สติปัฏฐาน4)
การเจริญสติปัฏฐานเป็นทางสายเอก(เอกายนมมรรค)สายเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตรัสสอนไว้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้ เป็นทางที่ไปอันเอก เพื่อความหมดจด เพื่อความก้าวล่วง
ซึ่งความโศก ความร่ำไร เพื่อความอัสดงดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญาณธรรม
เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง
หนทางนี้คือสติปัฏฐาน4
การเจริญสติปัฏฐานหรือ วิปัสสนากรรมฐาน มีรูปนาม ปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ ถ้าปรากฏว่ารูป นามเกิดดับ มุ่งตรงลงไตรลักษณ์อย่างเร็ว7วัน อย่างช้าไม่เกิน7ปี ถ้ายังไม่บรรลุธรรมก็จะเป็นเหตุปัจจัย
ไปภพหน้าอาจถึงเจ็ดชาติ แต่ถ้าการเจริญสมถกรรมฐานที่มีสมมุติบัญญัติหรือบุคคลเป็นอารมณ์
อาจจึง20ปีหรือมากกว่านั้น ถ้าเป็นมัณฑบุคคลผู้มีปัญญาน้อย
วิปัสสนา ต้องการเพียงขณิกสมาธิเท่านั้น จึงไม่ควรสอนให้นั่งหลับตาหรือปิดวาจา
คำสอนไม่มีกล่าวไว้ว่าต้องให้ปิดตา ปิดปาก หรือปิดหู
แต่สอนให้เจริญสติระลึกรู้ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต่างหาก
สวดมนต์ เป็นความดีและเป็นการสาธยายธรรม แต่จะให้ดีแท้ เมื่ออ่านแผนที่แล้วต้องพากเพียร
ออกเดินทางทันที จึงจะถึงเป้าหมาย(พ้นทุกข์)
สวดมนต์เหมือนอ่านสลากยาแตไม่กินยา ไข้ก็ไม่หาย
สวดมนต์เหมือนยาทา ภาวนาเป็นยากิน กินยาไข้จึงหาย
อ่านตัวให้เหมือนอ่านหนังสือ ถ้าอ่านออก (รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร)
จะอ่านในวัด นอกวัด หรือใน นอกสำนักปฏิบัติ ย่อมอ่านได้ทั้งนั้น
วิปัสสนา ต้องไม่ใช่นิ่งและสงบแต่ต้องทำได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะธรรมะเป็น..อกาลิโก
ดูก่อนพวกเธอทั้งหลาย เธอพึงมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา
นี่เป็นคำสอนของเราสำหรับพวกเธอทั้งหลาย(พุทธวจนะ) ปฐมเคลัญญสูตร
เส้นผมเล็กนิดเดียว แต่บังภูเขาได้ทั้งลูก
วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554
ผู้เจริญโพชฌงค์เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง
ผู้เจริญโพชฌงค์เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง
พระพุทธเจ้า พระมหากัสสปะหายจากโรคาพาธเพราะ(สวด)โพชฌงค์ คนที่ไม่เจริญโพชฌงค์
เรียกว่าคนโง่ ใบ้ จน เป็นต้น
พระพุทธเจ้าตรัสถึงอาหารที่หล่อเลี้ยงนิวรณ์5และโพชฌงค์7ดังนี้
การนึกแต่เรื่องสวยงาม(สุภนิมิต)
เป็นอาหารของกามฉันท์
การนึกแต่เรื่องที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ(ปฏิฆนิมิต)
เป็นอาหารของ พยาบาท
การนึกถึงแต่เรื่องไม่ยินดี เกียจคร้าน บิดขี้เกียจ เมาอาหารและเรื่องที่ทำให้ใจหดหู่
เป็นอาหารของ ถีนมิทธะ
การนึกถึงแต่เรื่องไม่สงบแห่งจิต
เป็นอาหารของ อุทธัจจกุกกุจจะ
การพิจารณาโดยรอบคอบว่าธรรมใดดีหรือไม่ดีมีโทษหรือไม่มีโทษ เลวหรือประณีต
เป็นอาหารของธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบในความดำริริเริ่ม พยายาม บากบั่น
เป็นอาหารของ วิริยสัมโพพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งธรรม เป็นที่ตั้งของความอิ่มใจ
เป็นอาหารของปิติสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งความสงบกายสงบใจ
เป็นอาหารของ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งสมาธินิมิต อัพยัคคนิมิต
เป็นอาหารของสมาธิสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการวางเฉย
เป็นอาหารของอุเบกขาสัมโพชฌงค์
พระพุทธเจ้า พระมหากัสสปะหายจากโรคาพาธเพราะ(สวด)โพชฌงค์ คนที่ไม่เจริญโพชฌงค์
เรียกว่าคนโง่ ใบ้ จน เป็นต้น
พระพุทธเจ้าตรัสถึงอาหารที่หล่อเลี้ยงนิวรณ์5และโพชฌงค์7ดังนี้
การนึกแต่เรื่องสวยงาม(สุภนิมิต)
เป็นอาหารของกามฉันท์
การนึกแต่เรื่องที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ(ปฏิฆนิมิต)
เป็นอาหารของ พยาบาท
การนึกถึงแต่เรื่องไม่ยินดี เกียจคร้าน บิดขี้เกียจ เมาอาหารและเรื่องที่ทำให้ใจหดหู่
เป็นอาหารของ ถีนมิทธะ
การนึกถึงแต่เรื่องไม่สงบแห่งจิต
เป็นอาหารของ อุทธัจจกุกกุจจะ
การพิจารณาโดยรอบคอบว่าธรรมใดดีหรือไม่ดีมีโทษหรือไม่มีโทษ เลวหรือประณีต
เป็นอาหารของธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบในความดำริริเริ่ม พยายาม บากบั่น
เป็นอาหารของ วิริยสัมโพพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งธรรม เป็นที่ตั้งของความอิ่มใจ
เป็นอาหารของปิติสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งความสงบกายสงบใจ
เป็นอาหารของ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งสมาธินิมิต อัพยัคคนิมิต
เป็นอาหารของสมาธิสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการวางเฉย
เป็นอาหารของอุเบกขาสัมโพชฌงค์
พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องขันธ์5โดยยกอุปมาอย่างน่าฟัง
พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องขันธ์5โดยยกอุปมาอย่างน่าฟัง
ทรงตรัสสอนภิกษุว่า ขันธ์5แต่ละอย่าง หาสาระมิได้ โดยยกอุปมามาประกอบอย่างน่าฟัง
รูป เปรียบเหมือน กลุ่มฟองน้ำ
เวทนา เปรียบเหมือน ฟองน้ำ
สัญญา เปรียบเหมือน พยับแดด
สังขาร เปรียบเหมือน ต้นกล้วย
และในปุปผสูตร ทรงตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงขัดกับบัณฑิตทั้งหลายในสองเรื่อง
คือสิ่งที่บัณฑิตเขาว่าไม่มี สิ่งที่บัณฑิตเขาว่ามีและมีเหมือนกัน แล้วทรงไขว่า
สิ่งที่ไม่มีนั้น คือ ไม่มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เที่ยงไม่เป็นทุกข์ และไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่มี คือ มีรูป....วิญาณที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเปลียนแปลง
ท้ายพระสูตรมีพระวจนะที่น่าจดจำ คือ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบลก็ดี ปทุมก็ดี บุณฑริกก็ดี เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นน้ำ แต่ไม่ติดน้ำฉันใด
ตถาคตเกิดในโลก ย่อมอยู่เหนือโลก ไม่ติดโลกฉันนั้น
ทรงตรัสสอนภิกษุว่า ขันธ์5แต่ละอย่าง หาสาระมิได้ โดยยกอุปมามาประกอบอย่างน่าฟัง
รูป เปรียบเหมือน กลุ่มฟองน้ำ
เวทนา เปรียบเหมือน ฟองน้ำ
สัญญา เปรียบเหมือน พยับแดด
สังขาร เปรียบเหมือน ต้นกล้วย
และในปุปผสูตร ทรงตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงขัดกับบัณฑิตทั้งหลายในสองเรื่อง
คือสิ่งที่บัณฑิตเขาว่าไม่มี สิ่งที่บัณฑิตเขาว่ามีและมีเหมือนกัน แล้วทรงไขว่า
สิ่งที่ไม่มีนั้น คือ ไม่มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เที่ยงไม่เป็นทุกข์ และไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่มี คือ มีรูป....วิญาณที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเปลียนแปลง
ท้ายพระสูตรมีพระวจนะที่น่าจดจำ คือ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบลก็ดี ปทุมก็ดี บุณฑริกก็ดี เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นน้ำ แต่ไม่ติดน้ำฉันใด
ตถาคตเกิดในโลก ย่อมอยู่เหนือโลก ไม่ติดโลกฉันนั้น
วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554
พระพุทธเจ้าแบ่งคนเป็น4จำพวก
พระพุทธเจ้าแบ่งคนเป็น4จำพวก
1 บุคลผู้ตรัสรู้เร็ว(อุคฆติตัญญ)
2 บุคคลทีฟังเขาอธิบายแล้วตรัสรู้(วิปจิตัญญู)
3 บุคลที่เขาแนะนำพร่ำสอนบ่อยๆจึงตรัสรู้(เนยยะ)
4 บุคลไม่อาจรู้ธรรมได้เลยในชาตินี้(ปทปรมะ)
หมายเหตุ...ปทปรมะ ท่านให้คำจำกัดความได้แก่..คนฉลาด ท่องจำได้มาก กล่าวธรรมได้มาก
สอนคนอื่นได้มาก
แต่ไม่สามารถตรัสรู้ในชาตินี้ หมายถึง ...พหูสูตรบุคคล...ที่มากด้วยทฤษฏี
บุคล 5จำพวก
นัยที่1 มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป สว่างมาสว่างไป
นัยที2 จมแล้วจมอีก จมแล้วลอยขึ้น ลอยขึ้นแล้วจมลง ลอยขึ้นแล้วลอยขึ้นอีก
นัยที3 คนฟ้ารัองฝนไม่ตก คนฝนตกฟ้าไม่ร้อง คนฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก คนฟ้าร้องฝนตก
นัยที่4 คนหม้อน้ำเปล่าปิดฝา คนหม้อน้ำเต็มเปิดฝา คนหม้อน้ำเปล่าเปิดฝา คนหม้อน้ำเต็มปิดฝา
นัยที่5 คนมะม่วงดิบสีสุก คนมะม่วงสุกสีดิบ คนมะม่วงดิบสีดิบ คนมะม่วงสุกสีสุก
1 บุคลผู้ตรัสรู้เร็ว(อุคฆติตัญญ)
2 บุคคลทีฟังเขาอธิบายแล้วตรัสรู้(วิปจิตัญญู)
3 บุคลที่เขาแนะนำพร่ำสอนบ่อยๆจึงตรัสรู้(เนยยะ)
4 บุคลไม่อาจรู้ธรรมได้เลยในชาตินี้(ปทปรมะ)
หมายเหตุ...ปทปรมะ ท่านให้คำจำกัดความได้แก่..คนฉลาด ท่องจำได้มาก กล่าวธรรมได้มาก
สอนคนอื่นได้มาก
แต่ไม่สามารถตรัสรู้ในชาตินี้ หมายถึง ...พหูสูตรบุคคล...ที่มากด้วยทฤษฏี
บุคล 5จำพวก
นัยที่1 มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป สว่างมาสว่างไป
นัยที2 จมแล้วจมอีก จมแล้วลอยขึ้น ลอยขึ้นแล้วจมลง ลอยขึ้นแล้วลอยขึ้นอีก
นัยที3 คนฟ้ารัองฝนไม่ตก คนฝนตกฟ้าไม่ร้อง คนฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก คนฟ้าร้องฝนตก
นัยที่4 คนหม้อน้ำเปล่าปิดฝา คนหม้อน้ำเต็มเปิดฝา คนหม้อน้ำเปล่าเปิดฝา คนหม้อน้ำเต็มปิดฝา
นัยที่5 คนมะม่วงดิบสีสุก คนมะม่วงสุกสีดิบ คนมะม่วงดิบสีดิบ คนมะม่วงสุกสีสุก
โลกในความหมายของพระพุทธเจ้า
โลกในความหมายของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าตรัสว่า...บุคคลไม่อาจไปให้ถึงที่สุดโลกด้วยการไปธรรมดา
แต่เมื่อยังไม่ถึงที่สุดโลกที่จะทำที่สุดทุกข์ไม่ได้ อาวุโส เราบัญญัติโลกการเกิดแห่งโลก ความดับโลก และทางให้ถึงความดับโลก...
ที่ร่างกายยาววาหนาคืบ มีสัญญา มีใจครองนี้
สิ่งไกลกัน4อย่าง
1 ฟ้ากับดิน
2 ฝั่งนี้กับฝั่งโน้น
3 พระอาทิตย์ขึ้นกับพระอาทิตย์ตก
4 ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า...บุคคลไม่อาจไปให้ถึงที่สุดโลกด้วยการไปธรรมดา
แต่เมื่อยังไม่ถึงที่สุดโลกที่จะทำที่สุดทุกข์ไม่ได้ อาวุโส เราบัญญัติโลกการเกิดแห่งโลก ความดับโลก และทางให้ถึงความดับโลก...
ที่ร่างกายยาววาหนาคืบ มีสัญญา มีใจครองนี้
สิ่งไกลกัน4อย่าง
1 ฟ้ากับดิน
2 ฝั่งนี้กับฝั่งโน้น
3 พระอาทิตย์ขึ้นกับพระอาทิตย์ตก
4 ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษ
วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554
พระฉวีววรรณของพระพุทธเจ้าผุดผ่อง..ดังถ่านไฟที่ไร้เปลวฉะนั้น
พระฉวีววรรณของพระพุทธเจ้าผุดผ่อง...ดังถ่านที่ไร้เปลวฉะนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีอยู่สองครั้งเท่านั้นที่พระฉวีวรรณของพระองค์ผุดผ่องผิดปกติคือ
ในราตรีที่พระตถาคตจะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ กับ
ในราตรีที่พระตถาคตจะปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน
ข้อที่น่าคิดและพิจารณาตรงนี้ก็คือ เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นแก่ปุถุชนคนธรรมดาเหมือนกัน
ไม่มีใครหาเหตุผลมาอธิบายได้ คือ พ่อของข้าพเจ้าป่วยหนัก นอนแบบอยู่ จนลูกหลานญาติพี่น้องนึกว่าไม่รอดแน่นอน วันดีคืนดีก็ลุกขึ้นมากินข้าวกินปลาอย่างเอร็ดอร่อย พูดคุยหยอกล้อกับ
ลูกหลานอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ ใครๆก็นึกว่าหายแน่นอน
แต่อยู่ๆก็ทรุดหนัก และสิ้นชีวิตในที่สุด
ว่ากันว่าในช่วงที่ลุกขึ้นมากินข้าวหยอกล้อกับลูกหลาน ผิวพรรณผุดผ่องเหลือเกิน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นไม่ทราบ แต่มาพิจารณาโดยอุปมาว่า เหมือนเทียนที่มันจะดับนั่นแหละ
มันจะลุกโพลงสว่างไสวเป็นพิเศษแล้วก็ดับวูบ...นี่คือความจริงของชีวิตที่เคยประสบมา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีอยู่สองครั้งเท่านั้นที่พระฉวีวรรณของพระองค์ผุดผ่องผิดปกติคือ
ในราตรีที่พระตถาคตจะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ กับ
ในราตรีที่พระตถาคตจะปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน
ข้อที่น่าคิดและพิจารณาตรงนี้ก็คือ เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นแก่ปุถุชนคนธรรมดาเหมือนกัน
ไม่มีใครหาเหตุผลมาอธิบายได้ คือ พ่อของข้าพเจ้าป่วยหนัก นอนแบบอยู่ จนลูกหลานญาติพี่น้องนึกว่าไม่รอดแน่นอน วันดีคืนดีก็ลุกขึ้นมากินข้าวกินปลาอย่างเอร็ดอร่อย พูดคุยหยอกล้อกับ
ลูกหลานอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ ใครๆก็นึกว่าหายแน่นอน
แต่อยู่ๆก็ทรุดหนัก และสิ้นชีวิตในที่สุด
ว่ากันว่าในช่วงที่ลุกขึ้นมากินข้าวหยอกล้อกับลูกหลาน ผิวพรรณผุดผ่องเหลือเกิน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นไม่ทราบ แต่มาพิจารณาโดยอุปมาว่า เหมือนเทียนที่มันจะดับนั่นแหละ
มันจะลุกโพลงสว่างไสวเป็นพิเศษแล้วก็ดับวูบ...นี่คือความจริงของชีวิตที่เคยประสบมา
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554
อนัตตา
อนัตตา
อายตนะ12เป็นมหาสมุทร เป็นโอฆะห้วงน้ำแห่งกิเลสใหญ่ ถ้าข้ามไม่ได้ก็จบ.................
เป็นทีหมกจมของสัตว์31ภูมิ จะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์หรือนิพพาน อยู่ที่อายตนะเหล่านี้
ที่สัตว์ทั้งหลายหมกจมอยู่ก็เพราะจิตไปยึดอายตนะเหล่านี้ว่าเป็นเรา
ให้เพียรเอาสติเข้าไประลึกรู้ปัจจุบันขณะว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นอารมณ์ปัจจุบัน
ขณะทางทวารเท่านั้น เกิดแล้วก็ดับไปแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย อารมณ์ความคิดทั้งหลายล้วน
เกิดดับ
การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปหาที่ข้างนอก แต่อยู่ในตัวเรานี้ ที่ตา หู..............นรก สวรรค์ก็อยู่ที่นี่
นิพพานก็อยู่ที่นี่
ดังนั้นจึงพึงควรที่จะยอมรับสภาพของความไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนเอาไว้สอนจิตให้มีปัญญา
วางอัตตาให้ถึงอนัตตาเสียจิตก็จะไม่ทุกข์
ดีก็ยอมรับ ไม่ดีก็ยอมรับ ยอมรับมันให้ได้ทั้งดีและไม่ดี ดีก็เอาไม่ดีก็เอา ดี..ไม่ดีก็ให้วาง สุขก็เอาทุกข์ก็เอา สุขทุกข์ก็ให้วาง ยอมรับสภาพ แต่ไม่ยึดเป็นตัวตนของเรา เพราะมันตกอยู่ในสภาพ
ความเป็นจริงที่ต้องเปลียนแปลงไปเป็น..อนิจจัง..ทุกขัง..อนัตตา ..ตลอดเวลา
ถ้าวางได้ก็ไม่ทุกข์ ถ้ายังวางไม่ได้ยังยึดอยู่ย่อมทุกข์แน่ เพราะว่ามันบังคับบัญชาไม่ได้ มันอนัตตา มันไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา
ลองดูลมหายใจที่ปลายจมูกดูซิ มันคงที่ที่ไหน เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก เปลียนแปลงตลอดเวลา มันอนิจจังตลอดเวลา บังคับมันไม่ได้ ถ้าบังคับมันให้เทียงให้นิจจัง มันจะเกิดทุกขังทันที
นี่แหละมันบังคับบัญชาไม่ได้ตามต้องการ มัน................อนัตตา
อายตนะ12เป็นมหาสมุทร เป็นโอฆะห้วงน้ำแห่งกิเลสใหญ่ ถ้าข้ามไม่ได้ก็จบ.................
เป็นทีหมกจมของสัตว์31ภูมิ จะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์หรือนิพพาน อยู่ที่อายตนะเหล่านี้
ที่สัตว์ทั้งหลายหมกจมอยู่ก็เพราะจิตไปยึดอายตนะเหล่านี้ว่าเป็นเรา
ให้เพียรเอาสติเข้าไประลึกรู้ปัจจุบันขณะว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นอารมณ์ปัจจุบัน
ขณะทางทวารเท่านั้น เกิดแล้วก็ดับไปแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย อารมณ์ความคิดทั้งหลายล้วน
เกิดดับ
การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปหาที่ข้างนอก แต่อยู่ในตัวเรานี้ ที่ตา หู..............นรก สวรรค์ก็อยู่ที่นี่
นิพพานก็อยู่ที่นี่
ดังนั้นจึงพึงควรที่จะยอมรับสภาพของความไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนเอาไว้สอนจิตให้มีปัญญา
วางอัตตาให้ถึงอนัตตาเสียจิตก็จะไม่ทุกข์
ดีก็ยอมรับ ไม่ดีก็ยอมรับ ยอมรับมันให้ได้ทั้งดีและไม่ดี ดีก็เอาไม่ดีก็เอา ดี..ไม่ดีก็ให้วาง สุขก็เอาทุกข์ก็เอา สุขทุกข์ก็ให้วาง ยอมรับสภาพ แต่ไม่ยึดเป็นตัวตนของเรา เพราะมันตกอยู่ในสภาพ
ความเป็นจริงที่ต้องเปลียนแปลงไปเป็น..อนิจจัง..ทุกขัง..อนัตตา ..ตลอดเวลา
ถ้าวางได้ก็ไม่ทุกข์ ถ้ายังวางไม่ได้ยังยึดอยู่ย่อมทุกข์แน่ เพราะว่ามันบังคับบัญชาไม่ได้ มันอนัตตา มันไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา
ลองดูลมหายใจที่ปลายจมูกดูซิ มันคงที่ที่ไหน เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก เปลียนแปลงตลอดเวลา มันอนิจจังตลอดเวลา บังคับมันไม่ได้ ถ้าบังคับมันให้เทียงให้นิจจัง มันจะเกิดทุกขังทันที
นี่แหละมันบังคับบัญชาไม่ได้ตามต้องการ มัน................อนัตตา
วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554
การบูชาพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง
พระพุทธองค์ตรัสว่า ....ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดจะเป็นพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ก็ตาม
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม(คือปฏิบัติธรรมถูกทาง ปฏิบัติตามตรงตามเป้าหมายแท้จริง)
ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรม ผู้นั้นชื่อว่าสักการะเคารพนับถือบูชา ตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอด
เยี่ยม...
ไหว้พระทุกคืน จุดธูปบูชาหมดไปเป็นพันๆเล่มพันๆดอกไม้ ดอกไม้หมดไปเป็นสวนก็ดีอยู่
นับว่าเป็นผู้บูชาพระบูชาเจ้าด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใส แต่เพียงแค่นี้ยังไม่นับว่าเป็นการบูชาอย่าง
ยอดเยี่ยม ถึงจะมีผลก็มีไม่มาก
แต่การบูชาที่ยอดเยี่ยมจริงๆคือ...บูชาด้วยการปฏิบัติ
ปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธองค์ อย่างน้อยมีศิล5 ธรรม5ครบ อย่างน้อยมีความเพียร
4ประการครบ คือ
1 เพียรระวังมิให้อกุศล(ความไม่ดี)เกิดขึ้นในใจ
2 เพียรละความไม่ดีที่ทำแล้ว
3 เพียรพยายามทำความดีที่ยังไม่ได้ทำ
4 เพียรรักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่
เท่านี้นับว่าเพียงพอในระดับหนึ่งแล้วครับ
พระพุทธองค์ตรัสว่า ....ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดจะเป็นพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ก็ตาม
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม(คือปฏิบัติธรรมถูกทาง ปฏิบัติตามตรงตามเป้าหมายแท้จริง)
ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรม ผู้นั้นชื่อว่าสักการะเคารพนับถือบูชา ตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอด
เยี่ยม...
ไหว้พระทุกคืน จุดธูปบูชาหมดไปเป็นพันๆเล่มพันๆดอกไม้ ดอกไม้หมดไปเป็นสวนก็ดีอยู่
นับว่าเป็นผู้บูชาพระบูชาเจ้าด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใส แต่เพียงแค่นี้ยังไม่นับว่าเป็นการบูชาอย่าง
ยอดเยี่ยม ถึงจะมีผลก็มีไม่มาก
แต่การบูชาที่ยอดเยี่ยมจริงๆคือ...บูชาด้วยการปฏิบัติ
ปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธองค์ อย่างน้อยมีศิล5 ธรรม5ครบ อย่างน้อยมีความเพียร
4ประการครบ คือ
1 เพียรระวังมิให้อกุศล(ความไม่ดี)เกิดขึ้นในใจ
2 เพียรละความไม่ดีที่ทำแล้ว
3 เพียรพยายามทำความดีที่ยังไม่ได้ทำ
4 เพียรรักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่
เท่านี้นับว่าเพียงพอในระดับหนึ่งแล้วครับ
วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554
โพชฌงค์7(องค์ประกอบแห่งการตรัสรู้)
โพชฌงค์7 คือองค์ธรรมให้มีปัญญาเข้าไปรู้อริยสัจ4ได้แก่
1 สติ... ความมีสติระลึกได้ในวิปัสสนาญาณ
2 ธัมมวิจยะ..ความเฟ้นสอดส่องธรรม พิจารณารูป นามแคล่วคล่องว่องไว
3 วิริยะ..ความเพียร ประคับประคองละอกุศลความเกียจคร้านและสร้างกุศล
4 ปิติ..ความปิติ อิ่มใจ
5 ปัสสิทธิ..มีปัสสัทธิ ความสงบกายเย็นใจควรแก่การงาน
6 สมาธิ..มีสมาธิจิตตั้งมั่น
7 อุเบกขา..(ตัตตรมัชตตาเจตสิค) วางใจเป็นกลางตามความเป็นจริง(ตามกฏแห่งกรรม)
ทำลายนิวรณ์ให้หมด
การกระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในธรรมเหล่านี้ เป็นอาหารให้สติสัมโพชฌงค์..อุเบกขาสัมโพชฌงค์..ที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์
ดังนั้น ควรศึกษา โยนิโสมนสิการ..คิดบวก คิดดี คิดเป็น คิดเป็นปัญญา(เหตุใกล้ให้เกิดปัญญา)
1 สติ... ความมีสติระลึกได้ในวิปัสสนาญาณ
2 ธัมมวิจยะ..ความเฟ้นสอดส่องธรรม พิจารณารูป นามแคล่วคล่องว่องไว
3 วิริยะ..ความเพียร ประคับประคองละอกุศลความเกียจคร้านและสร้างกุศล
4 ปิติ..ความปิติ อิ่มใจ
5 ปัสสิทธิ..มีปัสสัทธิ ความสงบกายเย็นใจควรแก่การงาน
6 สมาธิ..มีสมาธิจิตตั้งมั่น
7 อุเบกขา..(ตัตตรมัชตตาเจตสิค) วางใจเป็นกลางตามความเป็นจริง(ตามกฏแห่งกรรม)
ทำลายนิวรณ์ให้หมด
การกระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในธรรมเหล่านี้ เป็นอาหารให้สติสัมโพชฌงค์..อุเบกขาสัมโพชฌงค์..ที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์
ดังนั้น ควรศึกษา โยนิโสมนสิการ..คิดบวก คิดดี คิดเป็น คิดเป็นปัญญา(เหตุใกล้ให้เกิดปัญญา)
วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554
ทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์
ทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์
ทรงแสดงอานาปานสติที่เจริญให้มาก
ทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์
สติปัฏฐานที่ทำให้เจริญมาก
ทำโพชฌงค์ให้บริบูรณ์
ทำโพชฌงค์ให้มาก
โพชฌงค์ที่ทำให้มาก
ทำวิชชาและวิมุติให้สมบูรณ์
ซึ่งจัดอยู่ใน อานาปานสติสูตร
ทรงแสดงอานาปานสติที่เจริญให้มาก
ทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์
สติปัฏฐานที่ทำให้เจริญมาก
ทำโพชฌงค์ให้บริบูรณ์
ทำโพชฌงค์ให้มาก
โพชฌงค์ที่ทำให้มาก
ทำวิชชาและวิมุติให้สมบูรณ์
ซึ่งจัดอยู่ใน อานาปานสติสูตร
ธรรมทั้งหมดรวมลงในอริยสัจจ์4
ธรรมทั้งหมดรวมลงในอริยสัจจ์4
มหาหัตถิปโทปมสูตร เปรียบด้วยรอนเท้าช้างสูตรใหญ่ว่าด้วยธรรมทั้งหมดรวมลงในอริยสัจจ์4
เหมือนรอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย รวมลงในรอยเท้าช้างทั้งหมด(หมายความว่าไม่มีรอยเท้าอะไร
จะใหญ่เท่ารอยเท้าช้าง)
มหาหัตถิปโทปมสูตร เปรียบด้วยรอนเท้าช้างสูตรใหญ่ว่าด้วยธรรมทั้งหมดรวมลงในอริยสัจจ์4
เหมือนรอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย รวมลงในรอยเท้าช้างทั้งหมด(หมายความว่าไม่มีรอยเท้าอะไร
จะใหญ่เท่ารอยเท้าช้าง)
แก่นพุทธาสนา
แก่นพุทธศาสนา
มหาสาโรปมสูตร สูตรเปรียบเทียบด้วยแก่นไม้สูตรใหญ่
ลาภสักการะเปรียบกิ่งและใบ
ความสมบูรณ์ด้วยศิลเปรียบดุจสะเก็ดไม้
ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิเปรียบเปลือกไม้
ญาณทัศนะเปรียบดุจกระพี้
วิมุติเปรียบดุจแก่นไม้
มหาสาโรปมสูตร สูตรเปรียบเทียบด้วยแก่นไม้สูตรใหญ่
ลาภสักการะเปรียบกิ่งและใบ
ความสมบูรณ์ด้วยศิลเปรียบดุจสะเก็ดไม้
ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิเปรียบเปลือกไม้
ญาณทัศนะเปรียบดุจกระพี้
วิมุติเปรียบดุจแก่นไม้
วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554
อริยมรรคมีองค์แปด
อริยมรรค
พญานาคหกเศียรเฉวียนฉวัด
เกี่ยวขนกัดอารมณ์หกอยู่ผกผัน
ตาหูจมูกลิ้นกายใจไล่พัลวัน
รูปเสียงกลิ่นรส ฉิวกระสันธรรมารมณ์
พญาครุฑยุดขยำกำนาคไว้
มนุษย์ผ่านไปได้โดยเหมาะสม
ด้วยเรือฝูงแปดลำทวนน้ำลม
ในธารธรรมงามอุดมสะดวกดี
มีมนุษย์ถึงก่อนวอนเรียกขาน
ให้ทุกท่านตามมาอย่าผันหนี
ขอจงช่วยกันและกันให้ทันที
ถึงบุรีนิรวาณก่อนการตาย...
พุทธทาส
พญานาคหกเศียรเฉวียนฉวัด
เกี่ยวขนกัดอารมณ์หกอยู่ผกผัน
ตาหูจมูกลิ้นกายใจไล่พัลวัน
รูปเสียงกลิ่นรส ฉิวกระสันธรรมารมณ์
พญาครุฑยุดขยำกำนาคไว้
มนุษย์ผ่านไปได้โดยเหมาะสม
ด้วยเรือฝูงแปดลำทวนน้ำลม
ในธารธรรมงามอุดมสะดวกดี
มีมนุษย์ถึงก่อนวอนเรียกขาน
ให้ทุกท่านตามมาอย่าผันหนี
ขอจงช่วยกันและกันให้ทันที
ถึงบุรีนิรวาณก่อนการตาย...
พุทธทาส
วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554
พระอภิธรรม7คัมภีร์
แปลจากพระอภิธรรมที่ใช้สวดในงานศพที่ขึ้นต้นด้วย กุสะลา ธัมมา........
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต
ธรรมเหล่าใหนเป็นกุศล
ในสมัยใด
กามาวจรกุศลจิต ที่สหรคตด้วยโสมนัส
สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นปรารภอารมณ์ใดๆ
จะเป็นรูปารมณ์ก็ดี(รูป)
สัทธารมณ์ก็ดี(เสียง)
คันธารมณ์ก็ดี(กลิ่น)
ระสารมณ์ก็ดี(รส)
โผฎฐัพพารมณ์ก็ดี(สัมผัส)
ธรรมารมณ์ก็ดี
ในสมัยนั้น ผัสสะความฟุ้งซ่าน ย่อมมี
อีกอย่างหนึ่ง ในสมัยนั้นธรรมเหล่าใด
แม้อื่นมีอยู่ เป็นธรรมที่ไม่มีรูป
อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต
ธรรมเหล่าใหนเป็นกุศล
ในสมัยใด
กามาวจรกุศลจิต ที่สหรคตด้วยโสมนัส
สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นปรารภอารมณ์ใดๆ
จะเป็นรูปารมณ์ก็ดี(รูป)
สัทธารมณ์ก็ดี(เสียง)
คันธารมณ์ก็ดี(กลิ่น)
ระสารมณ์ก็ดี(รส)
โผฎฐัพพารมณ์ก็ดี(สัมผัส)
ธรรมารมณ์ก็ดี
ในสมัยนั้น ผัสสะความฟุ้งซ่าน ย่อมมี
อีกอย่างหนึ่ง ในสมัยนั้นธรรมเหล่าใด
แม้อื่นมีอยู่ เป็นธรรมที่ไม่มีรูป
อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล
วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554
นิวรณ์5
นิวรณ์5
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ทั้ง5มาในสามัญญผลสูตรฑีฆนิกายสีลักธวรรค
กามฉันทนิวรณ์......เหมือนคนเป็นหนี้
พยาบาทนิวรณ์.....เหมือนคนไข้หนัก
ถีนมิทธนิวรณ์......เหมือนคนติดอยู่ในเรือนจำ
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์....เหมือนคนเป็นทาส
วิจิกิจฉานิวรณ์....เหมือนคนเดินทางกันดารมีภัยน่าหวาดเสียว
ผู้ที่พ้นนิวรณ์ทั้ง5 ก็ย่อมมีความยินดีฉันนั้น
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ด้วยน้ำทั้ง5
บุคคลจะส่องดูเงาหน้าก็ไม่เห็นฉันใด
เมื่อเกิดขึ้น ก็ไม่เห็นธรรม ความดีความชอบฉันนั้น
กามฉันทนิวรณ์......เหมือนน้ำที่ระคนด้วยสีต่างๆ
พยาบาทนิวรณ์....เหมือนน้ำร้อนที่เดือดพล่าน
ถีนมิทธนิวรณ์....เหมือนน้ำที่มีจอกแหนปิดเสียหมด
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์....เหมือนน้ำที่คลื่นเป็นระลอก
วิจิกิจจฉานิวรณ์....เหมือนน้ำที่ขุ่นข้นเป็นโคลนตม
เพราะฉะนั้นน้ำทั้ง5อย่างนี้
บุคคลไม่อาจส่องดูเงาหน้าของตนได้ฉันใด
นิวรณ์ทั้ง5ที่เกิดขึ้นครอบงำใจของบุคคลไม่ให้เห็นธรรม ความดีความชอบได้ก็ฉันนั้น
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ทั้ง5มาในสามัญญผลสูตรฑีฆนิกายสีลักธวรรค
กามฉันทนิวรณ์......เหมือนคนเป็นหนี้
พยาบาทนิวรณ์.....เหมือนคนไข้หนัก
ถีนมิทธนิวรณ์......เหมือนคนติดอยู่ในเรือนจำ
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์....เหมือนคนเป็นทาส
วิจิกิจฉานิวรณ์....เหมือนคนเดินทางกันดารมีภัยน่าหวาดเสียว
ผู้ที่พ้นนิวรณ์ทั้ง5 ก็ย่อมมีความยินดีฉันนั้น
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ด้วยน้ำทั้ง5
บุคคลจะส่องดูเงาหน้าก็ไม่เห็นฉันใด
เมื่อเกิดขึ้น ก็ไม่เห็นธรรม ความดีความชอบฉันนั้น
กามฉันทนิวรณ์......เหมือนน้ำที่ระคนด้วยสีต่างๆ
พยาบาทนิวรณ์....เหมือนน้ำร้อนที่เดือดพล่าน
ถีนมิทธนิวรณ์....เหมือนน้ำที่มีจอกแหนปิดเสียหมด
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์....เหมือนน้ำที่คลื่นเป็นระลอก
วิจิกิจจฉานิวรณ์....เหมือนน้ำที่ขุ่นข้นเป็นโคลนตม
เพราะฉะนั้นน้ำทั้ง5อย่างนี้
บุคคลไม่อาจส่องดูเงาหน้าของตนได้ฉันใด
นิวรณ์ทั้ง5ที่เกิดขึ้นครอบงำใจของบุคคลไม่ให้เห็นธรรม ความดีความชอบได้ก็ฉันนั้น
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554
ทารุขันธสูตร
ทารุขันธสูตร
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้เมืองกิมมิลา พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่อนไม้ท่อนใหญ่ ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นหรือไม่ท่อนไม้ใหญ่โน้น ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าเห็นพระเจ้าข้า.................
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว.... ท่านพระกิมมิละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ฝั่งนี้ได้แก่อะไร........................
ได้นำพระทารุขันธสูตรข้างต้นมาลงไว้ ด้วยเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธํรรมได้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดดังเช่นข้อความต่อไปนี้
***
**จะไม่เข้าใกล้ฝั่งนี้-ฝั่งโน้น...หมายถึงไม่ติดในอายตนะภายใน ภายนอก(ตากับรูป หูกับเสียง)
** จะไม่จมลงเสียในท่ามกลาง...หมายถึงไม่จมอยู่ในนันทิราคะ ความเพลิดเพลินในกามคุณ
** จักไม่เกยบก.. หมายถึงไม่มีอัสมิมานะ ความถือตัว ทะนงตัว
** ไม่ถูกมนุษย์จับไว้..หมายถึงไม่คลุกคลี โศกเศร้าเพลิดเพลินอยู่กับพวกคฤหัสถ์
** ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้..หมายถึงไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ ความปรารถนาเป็นเทพหรือเทวดา
หรือเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง
** ไม่ถูกเกลียวน้ำวนๆไว้..หมายถึงไม่ถูกกามคุณทั้งห้าดูดวนเอาไว้
** จักไม่เน่าในภายใน ..หมายถึง ไม่ทุศิล ไม่มีธรรมอันลามก อันใจชุ่มด้วยกาม
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้เมืองกิมมิลา พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่อนไม้ท่อนใหญ่ ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นหรือไม่ท่อนไม้ใหญ่โน้น ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าเห็นพระเจ้าข้า.................
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว.... ท่านพระกิมมิละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ฝั่งนี้ได้แก่อะไร........................
ได้นำพระทารุขันธสูตรข้างต้นมาลงไว้ ด้วยเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธํรรมได้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดดังเช่นข้อความต่อไปนี้
***
**จะไม่เข้าใกล้ฝั่งนี้-ฝั่งโน้น...หมายถึงไม่ติดในอายตนะภายใน ภายนอก(ตากับรูป หูกับเสียง)
** จะไม่จมลงเสียในท่ามกลาง...หมายถึงไม่จมอยู่ในนันทิราคะ ความเพลิดเพลินในกามคุณ
** จักไม่เกยบก.. หมายถึงไม่มีอัสมิมานะ ความถือตัว ทะนงตัว
** ไม่ถูกมนุษย์จับไว้..หมายถึงไม่คลุกคลี โศกเศร้าเพลิดเพลินอยู่กับพวกคฤหัสถ์
** ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้..หมายถึงไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ ความปรารถนาเป็นเทพหรือเทวดา
หรือเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง
** ไม่ถูกเกลียวน้ำวนๆไว้..หมายถึงไม่ถูกกามคุณทั้งห้าดูดวนเอาไว้
** จักไม่เน่าในภายใน ..หมายถึง ไม่ทุศิล ไม่มีธรรมอันลามก อันใจชุ่มด้วยกาม
วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เป้าหมายของการบวชอยู่ที่ไหน?
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑เป้าหมายของการบวช๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
ในจูฬสาโรปมสูตร ได้พุดถึงบุรุษต้องการแก่นไม้ แต่แทนที่จะเอาแก่นไม้ ก็เอากิ่งและใบ สะเก็ดบ้าง เปลือกบ้าง กระพี้บ้าง ด้วยสำคัญผิดคิดว่าเป็นแก่น
แล้วเปรียบเทียบกับกุลบุตรบางคน(หรือหลายคน) ออกบวชตั้งใจจะพ้นทุกข์แต่ข้อปฏิบัติของเขา
ไม่ต่างอะไรกับบุรุไม่รุ้จักแก่นไม้
บางคนบวชแล้ว มีลาภสักการะ มีชื่อเสียง ก้อิ่มใจ พอใจ นึกว่าตนเป็นพระรวยพระดังดูถูกพระรูปอื่น คนชนิดนี้บวชมาเพียง....กิ่งและใบศาสนา....
บางคนไม่พอใจแค่ลาภสักการะ ชื่อเสียง พยายามรักษาศิลให้สมบูรณ์ พอใจในศิล กระหยิ่มว่าเราเป็นพระเคร่ง ดูถูกดูหมิ่นพระอื่นๆว่าไม่เคร่งเท่าตนเขาได้เพียง...สะเก็ดศาสนา....
บางคนไม่พอใจแค่ศิล พยายามปฏิบัติจนได้สมาธิ ดูหมิ่นพระอื่นๆเพราะความสมบูรณ์ด้วยสมาธิของตน เขาได้เพียง...เปลือกศาสนา....
บางคนไม่พอใจแค่นั้น พยายามปฏิบัติจนได้ญาณทัศนะ(การรู้เห็นตามความเป็นจริง)หรือปัญญา
พอใจแค่นั้น ยกตนข่มเกงผู้อื่น เพราะปัญญาที่ได้นั้น คนนี้ได้เพียง...กระพี้ศาสนา.....
บางคนไม่พอใจแค่นั้น พยายามปฏิบัติจนได้อาสวักขยญาณ(หมดอาสวะ) วิมุติ(หลุดพ้นจากกิเลส) คนนี้เรียกว่าบวชมาแล้วได้.....แก่นศาสนา
ในจูฬสาโรปมสูตร ได้พุดถึงบุรุษต้องการแก่นไม้ แต่แทนที่จะเอาแก่นไม้ ก็เอากิ่งและใบ สะเก็ดบ้าง เปลือกบ้าง กระพี้บ้าง ด้วยสำคัญผิดคิดว่าเป็นแก่น
แล้วเปรียบเทียบกับกุลบุตรบางคน(หรือหลายคน) ออกบวชตั้งใจจะพ้นทุกข์แต่ข้อปฏิบัติของเขา
ไม่ต่างอะไรกับบุรุไม่รุ้จักแก่นไม้
บางคนบวชแล้ว มีลาภสักการะ มีชื่อเสียง ก้อิ่มใจ พอใจ นึกว่าตนเป็นพระรวยพระดังดูถูกพระรูปอื่น คนชนิดนี้บวชมาเพียง....กิ่งและใบศาสนา....
บางคนไม่พอใจแค่ลาภสักการะ ชื่อเสียง พยายามรักษาศิลให้สมบูรณ์ พอใจในศิล กระหยิ่มว่าเราเป็นพระเคร่ง ดูถูกดูหมิ่นพระอื่นๆว่าไม่เคร่งเท่าตนเขาได้เพียง...สะเก็ดศาสนา....
บางคนไม่พอใจแค่ศิล พยายามปฏิบัติจนได้สมาธิ ดูหมิ่นพระอื่นๆเพราะความสมบูรณ์ด้วยสมาธิของตน เขาได้เพียง...เปลือกศาสนา....
บางคนไม่พอใจแค่นั้น พยายามปฏิบัติจนได้ญาณทัศนะ(การรู้เห็นตามความเป็นจริง)หรือปัญญา
พอใจแค่นั้น ยกตนข่มเกงผู้อื่น เพราะปัญญาที่ได้นั้น คนนี้ได้เพียง...กระพี้ศาสนา.....
บางคนไม่พอใจแค่นั้น พยายามปฏิบัติจนได้อาสวักขยญาณ(หมดอาสวะ) วิมุติ(หลุดพ้นจากกิเลส) คนนี้เรียกว่าบวชมาแล้วได้.....แก่นศาสนา
วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554
ทัพพีไม่รู้รสแกง
ทัพพีไม่รู้รสแกง
เมื่อใจพิจารณาถึงกาย พิจารณาตั้งแต่หัว มีตา มีจมูก มีลิ้น มีแก้ม มีผม เบื้องบนลงไป มีคาง มีขากรรไกมีฟันกราม ฟันหน้า ฟันล่าง ฟันบน ฟันหลัง ฟันล่างอย่างนี้พิจารณาอย่างนี้แค่ได้ใจก็สงบ แต่โดยส่วนมากผู้ที่ไม่เคยคิดค้นพินิจพิจารณา
ก็กลับเถียงว่าขึ้นมาอีกแล้วว่าการค้นคว้าพินิจพิจารณาอย่างนั้น ใจมันไม่สงบนี่ นี่เถียงขึ้นมานะ เถียง..
ทำไมเถียง เพราะไม่เคยเป็น ไม่เคยเข้าใจ จึงเถียง ทะลึ่งเถียงขึ้นมาว่าไม่ ใช่หนทางอันแท้จริง นี่อย่างนี้ก็มี นั่นก็ต้องให้อภัยเพราะว่าเหมือน
บุคคลที่ทำแกงแต่ไม่ได้ชิมว่ามันเปรี้ยว มันเค็ม มันมีหวานมีมันอย่างไรเหมือนท่านเปรียบเหมือนสารภี(ทัพพี)ที่คนอยู่ในแกงไม่รู้รส
เหมือนกันกับเรานักปฏิบัติก็เหมือนกัน ถ้ายังไม่ตกในสภาวะที่ค้นคว้าพินิจพิจารณาแล้ว ยังมืดแปดด้าน ยังไม่เข้าใจส่วนละเอียดส่วนนี้
เพราะฉะนั้น การค้นคว้าพินิจพิจารณาส่วนละเอียดส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญ
พระครูสิทธิธรรมรังษี(หนังสือกายานุปัสสนา)
เมื่อใจพิจารณาถึงกาย พิจารณาตั้งแต่หัว มีตา มีจมูก มีลิ้น มีแก้ม มีผม เบื้องบนลงไป มีคาง มีขากรรไกมีฟันกราม ฟันหน้า ฟันล่าง ฟันบน ฟันหลัง ฟันล่างอย่างนี้พิจารณาอย่างนี้แค่ได้ใจก็สงบ แต่โดยส่วนมากผู้ที่ไม่เคยคิดค้นพินิจพิจารณา
ก็กลับเถียงว่าขึ้นมาอีกแล้วว่าการค้นคว้าพินิจพิจารณาอย่างนั้น ใจมันไม่สงบนี่ นี่เถียงขึ้นมานะ เถียง..
ทำไมเถียง เพราะไม่เคยเป็น ไม่เคยเข้าใจ จึงเถียง ทะลึ่งเถียงขึ้นมาว่าไม่ ใช่หนทางอันแท้จริง นี่อย่างนี้ก็มี นั่นก็ต้องให้อภัยเพราะว่าเหมือน
บุคคลที่ทำแกงแต่ไม่ได้ชิมว่ามันเปรี้ยว มันเค็ม มันมีหวานมีมันอย่างไรเหมือนท่านเปรียบเหมือนสารภี(ทัพพี)ที่คนอยู่ในแกงไม่รู้รส
เหมือนกันกับเรานักปฏิบัติก็เหมือนกัน ถ้ายังไม่ตกในสภาวะที่ค้นคว้าพินิจพิจารณาแล้ว ยังมืดแปดด้าน ยังไม่เข้าใจส่วนละเอียดส่วนนี้
เพราะฉะนั้น การค้นคว้าพินิจพิจารณาส่วนละเอียดส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญ
พระครูสิทธิธรรมรังษี(หนังสือกายานุปัสสนา)
กฏแห่งกรรม
กฏแห่งกรรม
การภาวนา การปฏิบัติ และชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบัน มันเกียวเนื่องกับกรรมดีกรรมชั่วในอคีต
และในปัจจุบัน คำอนาคต ก็คือ ปัจจุบันไปถึงเข้าประสบชะตาอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่คาดเดาเอาเองว่า ตอนนั้นจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การประสบสิ่งต่างๆในชีวิตนั่นแหละ คือการประมวลผลเอากรรมในอดีต ปัจจุบัน อนาคต มาไว้ด้วยกัน
คำว่าประสบชะตากรรมที่โหดร้าย เพราะการประมวลมาของกรรมนั้นคือ ในอดีตเคยทำชั่วเสียหายไว้มาก กรรมนั้นก็ย้อนมาให้ผลในปัจจุบัน ปัจจุบันนั่นแหละเป้นปัจจุบันของอนาคตในอดีต
กรรมนั้นจึงประมวลให้ผลเป็นครั้งไป แล้วแต่ผลเสวยความรุนแรงของความดี ชั่ว
ถ้าความดีมากๆความดีนั้นก็จะให้ผลถึงที่สุด
การดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมอันเป็นวัฏจักรที่พาหมุนวันนี้ การเดินของจิตมันจึงยึดยาว
แทบจะหาที่ยุติไม่ได้ เพราะกิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ทำกรรมดี ชั่ว ปะปนกันไปแล้วก็พากันเสวยกรรมนั้น โดยไม่มีสิทธิพิเศษปฏิเสธการกระทำนั้นๆ ว่าไม่ได้ทำ ไม่ได้
สิ่งใดที่ทำสิ่งนั้นต้องเป็นที่ทำ ไม่เป็นอื่น ทำดีที่สุด แม้จะปฏิเสธว่าข้าพเจ้าไม่ได้ทำดี ความดีนั้นก็ต้องให้ผล แม้แต่บุคคลนั้นจะปฏิเสธ ความชั่วก้เหมือนกัน
พระครูสุทธิธรรมรังษี(หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท)
การภาวนา การปฏิบัติ และชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบัน มันเกียวเนื่องกับกรรมดีกรรมชั่วในอคีต
และในปัจจุบัน คำอนาคต ก็คือ ปัจจุบันไปถึงเข้าประสบชะตาอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่คาดเดาเอาเองว่า ตอนนั้นจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การประสบสิ่งต่างๆในชีวิตนั่นแหละ คือการประมวลผลเอากรรมในอดีต ปัจจุบัน อนาคต มาไว้ด้วยกัน
คำว่าประสบชะตากรรมที่โหดร้าย เพราะการประมวลมาของกรรมนั้นคือ ในอดีตเคยทำชั่วเสียหายไว้มาก กรรมนั้นก็ย้อนมาให้ผลในปัจจุบัน ปัจจุบันนั่นแหละเป้นปัจจุบันของอนาคตในอดีต
กรรมนั้นจึงประมวลให้ผลเป็นครั้งไป แล้วแต่ผลเสวยความรุนแรงของความดี ชั่ว
ถ้าความดีมากๆความดีนั้นก็จะให้ผลถึงที่สุด
การดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมอันเป็นวัฏจักรที่พาหมุนวันนี้ การเดินของจิตมันจึงยึดยาว
แทบจะหาที่ยุติไม่ได้ เพราะกิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ทำกรรมดี ชั่ว ปะปนกันไปแล้วก็พากันเสวยกรรมนั้น โดยไม่มีสิทธิพิเศษปฏิเสธการกระทำนั้นๆ ว่าไม่ได้ทำ ไม่ได้
สิ่งใดที่ทำสิ่งนั้นต้องเป็นที่ทำ ไม่เป็นอื่น ทำดีที่สุด แม้จะปฏิเสธว่าข้าพเจ้าไม่ได้ทำดี ความดีนั้นก็ต้องให้ผล แม้แต่บุคคลนั้นจะปฏิเสธ ความชั่วก้เหมือนกัน
พระครูสุทธิธรรมรังษี(หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท)
วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554
ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ว่าด้วยการหละหลวมในธรรม
ปริยัติที่เป็นงูพิษ....
ภิกษุทั้งหลาย โมฆะบุรุษบางพวกในกรณีนี้ เล่าเรียนปริยัติธรรม(นานาชนิด)คือ สุตตะ เวทัลละ
พวกโมฆะบุรุษเหล่านั้น ครั้นเล่าเรียนธรรมนั้นๆแล้วไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมนั้น
ด้วยปัญญา เมื่อไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความปัญญา ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นย่อมไม่ทน ต่อการ
เพ่งพิสูจน์ของโมฆะบุรุษเหล่านั้น พวกโมฆะบุรุษเหล่านั้น เล่าเรียนโดยเพ่งข้อบกพร่อง(ของธรรม
หรือของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง)และมีความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องทำลายลัทธิใดลัทธิหนึ่ง เป็นอนิสงส์
ผู้รู้ทั้งหลายเรียนรู้พระปริยัติธรรม เพื่อคุณประโยชน์อันใด พวกโมฆะบุรุษเหล่านั้น หาได้รับคุณประโยชน์อันนั้นแห่งธรรมไม่ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นก็เลยเป็นธรรมที่โมฆะบุรุษถือเอาไม่ดี
เป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เขาเหล่านั้นตลอดกาลนาน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะความที่ธรรมทั้งหลายอันโมฆะบุรุษถือเอาไม่ดีเป็นเหตุ
ภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนบุรุษมีความต้องการใคร่จะได้งู เที่ยวเสาะแสวงหางูอยู่ บุรุษนั้น
ครั้นเห็นงูตัวใหญ่ก็เข้าจับงูตัวนั้นที่ตัวหรือที่หางอสรพิษตัวนั้น ก็พึ่งกลับฉกเอามือหรือแขนหรือ
อวัยวะแห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้น บุรุษนั้นก็จะตายหรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะการฉกของอสรพิษนั้นเป็นเหตุ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความที่บุรุษนั้นจับงุไม่ดี(คือไม่ถูกวิธี)เป็นเหตุ
ข้อนี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลายโมฆะบุรุษบางพวกในกรณีนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เขาเล่าเรียนปริยัติธรรม พวกโมฆะบุรุษเหล่านั้นครั้นเล่าเรียนธรรมนั้นๆแล้วไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา เมื่อไม่สอดส่องใคร่ครวญด้วยปัญญา ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่ทนต่อการเพ่วพิสูจน์ของโมฆะบุรุษเหล่านั้น โมฆะบุรุษเหล่านั้น เล่าเรียนด้วยการเพ่งหาข้อบกพร่อง(ของธรรมหรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง)และมีความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องทำลายลัทธิใดลัทธิหนึ่งเป็นอนิสงส์ ผู้รู้ทั้งหลาย เล่าเรียนปริยัติธรรม เพื่อคุณประโยชน์อันนั้นแห่งธรรมไม่ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ก็เลยเป็นธรรมที่โมฆะบุรุษเหล่านั้นถือเอาไม่ดีเป้นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่ทุกข์แก่เขาตลอดกาลนาน
ข้อนั้นเพราะเหตุไร..เพราะความที่ธรรมทั้งหลาย อันโมฆะบุรุษเหล่านั้นถือเอาไม่ดีเป็นเหตุ แล
ภิกษุทั้งหลาย โมฆะบุรุษบางพวกในกรณีนี้ เล่าเรียนปริยัติธรรม(นานาชนิด)คือ สุตตะ เวทัลละ
พวกโมฆะบุรุษเหล่านั้น ครั้นเล่าเรียนธรรมนั้นๆแล้วไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมนั้น
ด้วยปัญญา เมื่อไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความปัญญา ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นย่อมไม่ทน ต่อการ
เพ่งพิสูจน์ของโมฆะบุรุษเหล่านั้น พวกโมฆะบุรุษเหล่านั้น เล่าเรียนโดยเพ่งข้อบกพร่อง(ของธรรม
หรือของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง)และมีความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องทำลายลัทธิใดลัทธิหนึ่ง เป็นอนิสงส์
ผู้รู้ทั้งหลายเรียนรู้พระปริยัติธรรม เพื่อคุณประโยชน์อันใด พวกโมฆะบุรุษเหล่านั้น หาได้รับคุณประโยชน์อันนั้นแห่งธรรมไม่ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นก็เลยเป็นธรรมที่โมฆะบุรุษถือเอาไม่ดี
เป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เขาเหล่านั้นตลอดกาลนาน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะความที่ธรรมทั้งหลายอันโมฆะบุรุษถือเอาไม่ดีเป็นเหตุ
ภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนบุรุษมีความต้องการใคร่จะได้งู เที่ยวเสาะแสวงหางูอยู่ บุรุษนั้น
ครั้นเห็นงูตัวใหญ่ก็เข้าจับงูตัวนั้นที่ตัวหรือที่หางอสรพิษตัวนั้น ก็พึ่งกลับฉกเอามือหรือแขนหรือ
อวัยวะแห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้น บุรุษนั้นก็จะตายหรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะการฉกของอสรพิษนั้นเป็นเหตุ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความที่บุรุษนั้นจับงุไม่ดี(คือไม่ถูกวิธี)เป็นเหตุ
ข้อนี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลายโมฆะบุรุษบางพวกในกรณีนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เขาเล่าเรียนปริยัติธรรม พวกโมฆะบุรุษเหล่านั้นครั้นเล่าเรียนธรรมนั้นๆแล้วไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา เมื่อไม่สอดส่องใคร่ครวญด้วยปัญญา ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่ทนต่อการเพ่วพิสูจน์ของโมฆะบุรุษเหล่านั้น โมฆะบุรุษเหล่านั้น เล่าเรียนด้วยการเพ่งหาข้อบกพร่อง(ของธรรมหรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง)และมีความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องทำลายลัทธิใดลัทธิหนึ่งเป็นอนิสงส์ ผู้รู้ทั้งหลาย เล่าเรียนปริยัติธรรม เพื่อคุณประโยชน์อันนั้นแห่งธรรมไม่ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ก็เลยเป็นธรรมที่โมฆะบุรุษเหล่านั้นถือเอาไม่ดีเป้นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่ทุกข์แก่เขาตลอดกาลนาน
ข้อนั้นเพราะเหตุไร..เพราะความที่ธรรมทั้งหลาย อันโมฆะบุรุษเหล่านั้นถือเอาไม่ดีเป็นเหตุ แล
วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554
ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์(ตอนพระถูกฆ่า)
ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์(ตอนพระถูกฆ่า)
เกสี เราก็ก็ฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อมบ้าง ด้วยวิธีรุนแรงบ้าง ด้วยวิธีทั้งสองประกอบกันบ้างเช่นเดียวกับท่านฝึกม้าเหมือนกัน
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคนผู้นั้นไม่รับการฝึกทั้ง3วิธี พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงทำแก่เขาอย่างไร นายเกสีนักฝึกม้ามีชื่อเสียงทูลถาม
เกสี ถ้าคนผู้นั้น ไม่รับการฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่รับการฝึกด้วยวิธีรุนแรงและไม่ได้รับการฝึก
ด้วยวิธีทั้ง2บวกกัน เราก็ฆ่าเขาเสีย เช่นเดียวกันท่านเหมือนกัน
การฆ่าไม่ควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่หรือพระเจ้าข้า ไฉนจึงรับสั่งว่า เราก็ฆ่าเขาเสีย
กระนี้เล่า
จริง เกสี การฆ่า ไม่ควรแก่ตถาคต แต่ว่า คนผู้ใด ไม่รับการฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่ได้รับการฝึกด้วยวิธีรุนแรง และไม่ได้รับการฝึกด้วยวิธีทั้ง2บวกกัน
ตถาคตก็ไม่นับคนผู้นั้นว่า เป็นคนที่จะพึงว่ากล่าวสั่งสอนต่อไปทั้งเพื่อพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย
ก็ไม่นับผู้นั้น ว่าเป็นคนที่จะพึงว่ากล่าวสั่งสอนด้วย
นี่แน่ะเกสี ข้อที่ตถาคตไม่นับคนผู้นั้น ว่าเป็นคนที่จะพึงว่ากล่าวสั่งสอนด้วยนั้นนั่นชื่อว่า
เป็นการฆ่าเสียอย่างสนิททีเดียวในวินัยของพระอริยเจ้า
นั่นชื่อว่าเป็นการฆ่าเสียอย่างสนิทแน่ พระเจ้าข้า นายเกสีทูล
เกสี เราก็ก็ฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อมบ้าง ด้วยวิธีรุนแรงบ้าง ด้วยวิธีทั้งสองประกอบกันบ้างเช่นเดียวกับท่านฝึกม้าเหมือนกัน
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคนผู้นั้นไม่รับการฝึกทั้ง3วิธี พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงทำแก่เขาอย่างไร นายเกสีนักฝึกม้ามีชื่อเสียงทูลถาม
เกสี ถ้าคนผู้นั้น ไม่รับการฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่รับการฝึกด้วยวิธีรุนแรงและไม่ได้รับการฝึก
ด้วยวิธีทั้ง2บวกกัน เราก็ฆ่าเขาเสีย เช่นเดียวกันท่านเหมือนกัน
การฆ่าไม่ควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่หรือพระเจ้าข้า ไฉนจึงรับสั่งว่า เราก็ฆ่าเขาเสีย
กระนี้เล่า
จริง เกสี การฆ่า ไม่ควรแก่ตถาคต แต่ว่า คนผู้ใด ไม่รับการฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่ได้รับการฝึกด้วยวิธีรุนแรง และไม่ได้รับการฝึกด้วยวิธีทั้ง2บวกกัน
ตถาคตก็ไม่นับคนผู้นั้นว่า เป็นคนที่จะพึงว่ากล่าวสั่งสอนต่อไปทั้งเพื่อพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย
ก็ไม่นับผู้นั้น ว่าเป็นคนที่จะพึงว่ากล่าวสั่งสอนด้วย
นี่แน่ะเกสี ข้อที่ตถาคตไม่นับคนผู้นั้น ว่าเป็นคนที่จะพึงว่ากล่าวสั่งสอนด้วยนั้นนั่นชื่อว่า
เป็นการฆ่าเสียอย่างสนิททีเดียวในวินัยของพระอริยเจ้า
นั่นชื่อว่าเป็นการฆ่าเสียอย่างสนิทแน่ พระเจ้าข้า นายเกสีทูล
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






















