การปฏิบัติ ให้มุ่งปฏิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ เพื่อคลายความกำหนัด ยินดี เพื่อความดับทุกข์
ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์วิมานแม้พระนิพพานก็ไม่ต้องการเป้าหมาย เพื่อจะเห็นทั้งนั้น ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอยากเห็นอะไร
เพราะนิพพานมันเป็นของว่าง ไม่มีตัวตน หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรียบไม่ได้ ปฏิบัติไปจึงรู้เอง
วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ขอให้ประเทศไทยจงหายป่วยจากโรคร้าย
สัพพีติโย วิวัชชันตุ ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป
สัพพะโรโค วินัสสะตุ โรคทั้งปวงของประเทศไทยจงหาย
มา เต ภะวัตวันตะราโย อันตรายอย่ามีแก่ประเทศไทย
สุขี ทีฆายุโก ภะวะ ในหลวงทรงพระเจริญ
อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจ จัง วุฑฒาปะจายิโย
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒั้นติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง
พร4ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ
ย่อมเจริญแก่บุคคล ผู้มีปกติกราบไหว้
มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เป็นนิตย์แล
คนหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
บางคนค้านว่า ทำดีไม่เห็นได้ดี แต่คนชั่วกลับได้ดี เรื่องนี้พระพุทธองค์ตรัสว่า ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย4อย่างได้แก่
1 เวลาเกิด(กาลสมบัติ-วิบัติ)
2 ที่เกิด(ดติสมบัติ-วิบัติ)
3 ร่างกาย(อุปธิสมบัติ-วิบัติ)
4 ความขยันหมั่นเพียร(ปโยคะสมบัติ-วิบัติ)
การปรุงแต่งจัดแจงและเพาะพันธุ์ไว้ อุปมาทิ้งสิ่งของ(กรรม) หนัก เบา ลงมาจากที่สูง
ย่อมตกลงมาสู่พื้นช้า เร็วต่างกัน
วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
หลงปฏิบัติธรรม
การทำบุญกุศล ความดีเพื่อจะอานั้น เป็นวัฏฏะ การทำบุญกุศลความดีทั้งปวงต้องไม่ทำเพื่อจะเอา
ให้ทำเพื่อสละจาคะสละออกให้เป็นวิฏฏะ คือไม่ขอเกิดอีก
คนที่ยังใส่เสื้อตามสี ติดพิธีกรรม เปลียนชื่อ ติดนามสกุลและยังติดวันเกิดของตัวเองอยู่
ยังปิดอบายภูมิตัวเองไม่ได้แน่นอน
วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
พุทธบริษัทสี่
พุทธบริษัทสี่ คือ มี 1ภิกษุ 2 ภิกษุณี 3อุบาสก 4อุบาสิกา
อุบาสก...แปลว่า ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย หมายถึง ผู้ใกล้ชิดพระพุทธศานา นับถือพระศาสนาอย่างสม่ำเสมอ
ผู้หญิงเรียกว่าอุบาสิกา
อุบาสก....ประสก
อุบาสิกา....สีกา
ภิกษุณีในปัจจุบันไม่มีในเมืองไทย แต่ในต่างประเทศยังมีอยู่
ภิกษุณีเกิดขึ้นในพรรษาที่5แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ คือหญิงที่ได้อุปสมบทแล้ว ในพระพุทธศาสนา
ความเป็นมาโดยมีพระมหาปชาบดีโดตรมี พระมาตุจฉา เป็นพระมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ
เป็นภิกษุณีองค์แรก
วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
พึงมองโลกตามความเป็นยจริง
พึงมองโลกตามความเป็นจริง การยอมรับความจริงของโลกของโลกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับ สรรพสิ่งเกิดขึ้นเสื่อมไปเป็นธรรมดา ถ้าเข้าใจและยอมรับสภาพความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ และไม่อาจบังคับบัญชาได้
ดังนี้จะเบากายเบาใจลง ครั้นดับจิตลง จิตจะไม่หลง ไม่โกรธไม่โลภ
ทำเหตุเป็น ติเหตุก ปฏิสันธิบุคคลให้ได้แล้วจะบรรลุธรรมในชชาตินั้น
พระพุทธเจ้าสอนอะไร
พึงเข้าใจพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนอะไร
เมื่อเชื่อพระพุทธเจ้าแล้ว จึงสนใจเข้าศึกษาคำสอนด้วย สุตมยปัญญา
จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญาในที่สุด
พ
เมื่อเชื่อพระพุทธเจ้าแล้ว จึงสนใจเข้าศึกษาคำสอนด้วย สุตมยปัญญา
จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญาในที่สุด
พ
อบายภูมิ
อบายภูมิ....เป็นภูมิที่หาความสุขไม่ได้ ถูกลงโทษทุกข์ทรมานแสนสาหัสนานนับแสนนับแสนล้านโกฏิกัปไม่มีวันว่างเว้น
ท่านใดที่ไม่สามารถปิดอบายภูมิได้และได้ทำบุญและทำบาปก้ำกึ่งกันไม่แน่ชัดว่าตายไปแล้วจะไปสู่สุคติ(มนุษย์ เทวดา พรหม)หรือทุคติ(อบายภูมิ4)
เมื่อตายลงจะต้องไปพบเทวฑูต5ถูกสอบด้วยเทวฑูตในยมโลก5ชุด
ถ้าสอบผ่านก็จะถูกส่งไปสุคติ แต่ถ้าสอบตกตอบคำถามไม่ได้ ก็จะถูกส่งลงนรกอบายภูมิ(จากเทวฑูต) ซึ่งวิญาณที่ตายไปแล้วส่วนใหญ่ตอบคำถามไม่ได้
การปิดอบายภูมิ จึงเป็นการปิดกั้นเส้นทางเดินชีวิตในวัฎฎะไม่ให้ไปเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ4ได้แก่ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก
แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ให้ทำความเข้าใจเรื่องในตัวเราเป็นการปูพื้นฐาน
เสียก่อน เพราะถ้ามีพื้นฐานก็จะมีที่อยู่ให้เป็นที่สบายเพื่อที่จะได้ฟัง
(สุตมยปัญญา)ให้สบายๆแล้วได้ปัญญา
ท่านใดที่ไม่สามารถปิดอบายภูมิได้และได้ทำบุญและทำบาปก้ำกึ่งกันไม่แน่ชัดว่าตายไปแล้วจะไปสู่สุคติ(มนุษย์ เทวดา พรหม)หรือทุคติ(อบายภูมิ4)
เมื่อตายลงจะต้องไปพบเทวฑูต5ถูกสอบด้วยเทวฑูตในยมโลก5ชุด
ถ้าสอบผ่านก็จะถูกส่งไปสุคติ แต่ถ้าสอบตกตอบคำถามไม่ได้ ก็จะถูกส่งลงนรกอบายภูมิ(จากเทวฑูต) ซึ่งวิญาณที่ตายไปแล้วส่วนใหญ่ตอบคำถามไม่ได้
การปิดอบายภูมิ จึงเป็นการปิดกั้นเส้นทางเดินชีวิตในวัฎฎะไม่ให้ไปเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ4ได้แก่ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก
แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ให้ทำความเข้าใจเรื่องในตัวเราเป็นการปูพื้นฐาน
เสียก่อน เพราะถ้ามีพื้นฐานก็จะมีที่อยู่ให้เป็นที่สบายเพื่อที่จะได้ฟัง
(สุตมยปัญญา)ให้สบายๆแล้วได้ปัญญา
พึงมีสัมมาทิฏฐิ
พึงมีสัมมาทิฏฐิ หลักนี้สำคัญมากที่สุด เพราะเป็นพื้นฐานให้เข้าหาหลักต่อๆไป ถ้ามีความเชื่อที่เป็น
สัมมาทิฎฐิกล่าวคือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม จะเข้าหาการทำบุญทำกุศลความดีและจะประพฤติ ทาน ศิล ภาวนา ถ้าไม่มีหลักนี้เท่ากับเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะเข้าหาหลักธรรมอื่นๆไม่ได้เลย
มิจฉาทิฏฐฺเป็นภัยอันยิ่งใหญ่ที่สุดของคน พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า ไม่แลเห็นสิ่งใดที่จะเลวลามกเท่ากับมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีเลย เพราะเหตุแห่งมิจฉาทิฏฐินี้จะต้องตกนรกถึงแสนโกฏิกัป
สัมมาทิฎฐิกล่าวคือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม จะเข้าหาการทำบุญทำกุศลความดีและจะประพฤติ ทาน ศิล ภาวนา ถ้าไม่มีหลักนี้เท่ากับเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะเข้าหาหลักธรรมอื่นๆไม่ได้เลย
มิจฉาทิฏฐฺเป็นภัยอันยิ่งใหญ่ที่สุดของคน พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า ไม่แลเห็นสิ่งใดที่จะเลวลามกเท่ากับมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีเลย เพราะเหตุแห่งมิจฉาทิฏฐินี้จะต้องตกนรกถึงแสนโกฏิกัป
วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ยอดของมิตร
ยอดของมิตร....
อะไรหนอเป็นมิตรของคนเดินทาง
อะไรหนอเป็นมิตรในเรือนตน
อะไรหนอเป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้น
อะไรหนอเป็นมิตรให้ติดตามภพหน้า
พุทธดำรัสตอบ......
พวกเกวียน พวกโค ต่างเป็นมิตรของคนเดินทาง
มารดาเป็นมิตรในเรือนตน
สหายเป็นมิตรของผู้มีธุรเกิดขึ้นเนืองๆ
บุญที่ตนทำเองเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า
อะไรหนอเป็นมิตรของคนเดินทาง
อะไรหนอเป็นมิตรในเรือนตน
อะไรหนอเป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้น
อะไรหนอเป็นมิตรให้ติดตามภพหน้า
พุทธดำรัสตอบ......
พวกเกวียน พวกโค ต่างเป็นมิตรของคนเดินทาง
มารดาเป็นมิตรในเรือนตน
สหายเป็นมิตรของผู้มีธุรเกิดขึ้นเนืองๆ
บุญที่ตนทำเองเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

