อริยมรรค
พญานาคหกเศียรเฉวียนฉวัด
เกี่ยวขนกัดอารมณ์หกอยู่ผกผัน
ตาหูจมูกลิ้นกายใจไล่พัลวัน
รูปเสียงกลิ่นรส ฉิวกระสันธรรมารมณ์
พญาครุฑยุดขยำกำนาคไว้
มนุษย์ผ่านไปได้โดยเหมาะสม
ด้วยเรือฝูงแปดลำทวนน้ำลม
ในธารธรรมงามอุดมสะดวกดี
มีมนุษย์ถึงก่อนวอนเรียกขาน
ให้ทุกท่านตามมาอย่าผันหนี
ขอจงช่วยกันและกันให้ทันที
ถึงบุรีนิรวาณก่อนการตาย...
พุทธทาส
วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554
พระอภิธรรม7คัมภีร์
แปลจากพระอภิธรรมที่ใช้สวดในงานศพที่ขึ้นต้นด้วย กุสะลา ธัมมา........
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต
ธรรมเหล่าใหนเป็นกุศล
ในสมัยใด
กามาวจรกุศลจิต ที่สหรคตด้วยโสมนัส
สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นปรารภอารมณ์ใดๆ
จะเป็นรูปารมณ์ก็ดี(รูป)
สัทธารมณ์ก็ดี(เสียง)
คันธารมณ์ก็ดี(กลิ่น)
ระสารมณ์ก็ดี(รส)
โผฎฐัพพารมณ์ก็ดี(สัมผัส)
ธรรมารมณ์ก็ดี
ในสมัยนั้น ผัสสะความฟุ้งซ่าน ย่อมมี
อีกอย่างหนึ่ง ในสมัยนั้นธรรมเหล่าใด
แม้อื่นมีอยู่ เป็นธรรมที่ไม่มีรูป
อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต
ธรรมเหล่าใหนเป็นกุศล
ในสมัยใด
กามาวจรกุศลจิต ที่สหรคตด้วยโสมนัส
สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นปรารภอารมณ์ใดๆ
จะเป็นรูปารมณ์ก็ดี(รูป)
สัทธารมณ์ก็ดี(เสียง)
คันธารมณ์ก็ดี(กลิ่น)
ระสารมณ์ก็ดี(รส)
โผฎฐัพพารมณ์ก็ดี(สัมผัส)
ธรรมารมณ์ก็ดี
ในสมัยนั้น ผัสสะความฟุ้งซ่าน ย่อมมี
อีกอย่างหนึ่ง ในสมัยนั้นธรรมเหล่าใด
แม้อื่นมีอยู่ เป็นธรรมที่ไม่มีรูป
อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล
วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554
นิวรณ์5
นิวรณ์5
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ทั้ง5มาในสามัญญผลสูตรฑีฆนิกายสีลักธวรรค
กามฉันทนิวรณ์......เหมือนคนเป็นหนี้
พยาบาทนิวรณ์.....เหมือนคนไข้หนัก
ถีนมิทธนิวรณ์......เหมือนคนติดอยู่ในเรือนจำ
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์....เหมือนคนเป็นทาส
วิจิกิจฉานิวรณ์....เหมือนคนเดินทางกันดารมีภัยน่าหวาดเสียว
ผู้ที่พ้นนิวรณ์ทั้ง5 ก็ย่อมมีความยินดีฉันนั้น
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ด้วยน้ำทั้ง5
บุคคลจะส่องดูเงาหน้าก็ไม่เห็นฉันใด
เมื่อเกิดขึ้น ก็ไม่เห็นธรรม ความดีความชอบฉันนั้น
กามฉันทนิวรณ์......เหมือนน้ำที่ระคนด้วยสีต่างๆ
พยาบาทนิวรณ์....เหมือนน้ำร้อนที่เดือดพล่าน
ถีนมิทธนิวรณ์....เหมือนน้ำที่มีจอกแหนปิดเสียหมด
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์....เหมือนน้ำที่คลื่นเป็นระลอก
วิจิกิจจฉานิวรณ์....เหมือนน้ำที่ขุ่นข้นเป็นโคลนตม
เพราะฉะนั้นน้ำทั้ง5อย่างนี้
บุคคลไม่อาจส่องดูเงาหน้าของตนได้ฉันใด
นิวรณ์ทั้ง5ที่เกิดขึ้นครอบงำใจของบุคคลไม่ให้เห็นธรรม ความดีความชอบได้ก็ฉันนั้น
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ทั้ง5มาในสามัญญผลสูตรฑีฆนิกายสีลักธวรรค
กามฉันทนิวรณ์......เหมือนคนเป็นหนี้
พยาบาทนิวรณ์.....เหมือนคนไข้หนัก
ถีนมิทธนิวรณ์......เหมือนคนติดอยู่ในเรือนจำ
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์....เหมือนคนเป็นทาส
วิจิกิจฉานิวรณ์....เหมือนคนเดินทางกันดารมีภัยน่าหวาดเสียว
ผู้ที่พ้นนิวรณ์ทั้ง5 ก็ย่อมมีความยินดีฉันนั้น
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ด้วยน้ำทั้ง5
บุคคลจะส่องดูเงาหน้าก็ไม่เห็นฉันใด
เมื่อเกิดขึ้น ก็ไม่เห็นธรรม ความดีความชอบฉันนั้น
กามฉันทนิวรณ์......เหมือนน้ำที่ระคนด้วยสีต่างๆ
พยาบาทนิวรณ์....เหมือนน้ำร้อนที่เดือดพล่าน
ถีนมิทธนิวรณ์....เหมือนน้ำที่มีจอกแหนปิดเสียหมด
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์....เหมือนน้ำที่คลื่นเป็นระลอก
วิจิกิจจฉานิวรณ์....เหมือนน้ำที่ขุ่นข้นเป็นโคลนตม
เพราะฉะนั้นน้ำทั้ง5อย่างนี้
บุคคลไม่อาจส่องดูเงาหน้าของตนได้ฉันใด
นิวรณ์ทั้ง5ที่เกิดขึ้นครอบงำใจของบุคคลไม่ให้เห็นธรรม ความดีความชอบได้ก็ฉันนั้น
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554
ทารุขันธสูตร
ทารุขันธสูตร
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้เมืองกิมมิลา พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่อนไม้ท่อนใหญ่ ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นหรือไม่ท่อนไม้ใหญ่โน้น ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าเห็นพระเจ้าข้า.................
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว.... ท่านพระกิมมิละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ฝั่งนี้ได้แก่อะไร........................
ได้นำพระทารุขันธสูตรข้างต้นมาลงไว้ ด้วยเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธํรรมได้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดดังเช่นข้อความต่อไปนี้
***
**จะไม่เข้าใกล้ฝั่งนี้-ฝั่งโน้น...หมายถึงไม่ติดในอายตนะภายใน ภายนอก(ตากับรูป หูกับเสียง)
** จะไม่จมลงเสียในท่ามกลาง...หมายถึงไม่จมอยู่ในนันทิราคะ ความเพลิดเพลินในกามคุณ
** จักไม่เกยบก.. หมายถึงไม่มีอัสมิมานะ ความถือตัว ทะนงตัว
** ไม่ถูกมนุษย์จับไว้..หมายถึงไม่คลุกคลี โศกเศร้าเพลิดเพลินอยู่กับพวกคฤหัสถ์
** ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้..หมายถึงไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ ความปรารถนาเป็นเทพหรือเทวดา
หรือเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง
** ไม่ถูกเกลียวน้ำวนๆไว้..หมายถึงไม่ถูกกามคุณทั้งห้าดูดวนเอาไว้
** จักไม่เน่าในภายใน ..หมายถึง ไม่ทุศิล ไม่มีธรรมอันลามก อันใจชุ่มด้วยกาม
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้เมืองกิมมิลา พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่อนไม้ท่อนใหญ่ ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นหรือไม่ท่อนไม้ใหญ่โน้น ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าเห็นพระเจ้าข้า.................
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว.... ท่านพระกิมมิละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ฝั่งนี้ได้แก่อะไร........................
ได้นำพระทารุขันธสูตรข้างต้นมาลงไว้ ด้วยเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธํรรมได้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดดังเช่นข้อความต่อไปนี้
***
**จะไม่เข้าใกล้ฝั่งนี้-ฝั่งโน้น...หมายถึงไม่ติดในอายตนะภายใน ภายนอก(ตากับรูป หูกับเสียง)
** จะไม่จมลงเสียในท่ามกลาง...หมายถึงไม่จมอยู่ในนันทิราคะ ความเพลิดเพลินในกามคุณ
** จักไม่เกยบก.. หมายถึงไม่มีอัสมิมานะ ความถือตัว ทะนงตัว
** ไม่ถูกมนุษย์จับไว้..หมายถึงไม่คลุกคลี โศกเศร้าเพลิดเพลินอยู่กับพวกคฤหัสถ์
** ไม่ถูกอมนุษย์จับไว้..หมายถึงไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ ความปรารถนาเป็นเทพหรือเทวดา
หรือเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง
** ไม่ถูกเกลียวน้ำวนๆไว้..หมายถึงไม่ถูกกามคุณทั้งห้าดูดวนเอาไว้
** จักไม่เน่าในภายใน ..หมายถึง ไม่ทุศิล ไม่มีธรรมอันลามก อันใจชุ่มด้วยกาม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


