วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อาหาร4ชนิด(ปุตตมังสสูตร)
ปุตตมังสสูตร ตรัสสอนให้กำหนดรู้เรื่องอาหาร4ชนิด
ด้วยอุปมาอุปไมยน่าฟัง คือ
1.ให้กินอาหาร(กวฬิงการาหาร) เหมือนคนกินเนื้อบุตรของตนเอง
เพื่อยังชีพขณะเดินทางกันดาร เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารอย่างนี้
เท่ากับว่ารู้ความยินดีในกามคุณ
2.ให้ระวังผัสสะ (การกระทบระหว่างอายตนะภายในกับภายนอก)
เหมือนโคไม่มีหนัง ระมัดระวังตัวจากการรบกวนของสัตว์และแมลง
จะมาเจาะไซหรือกัด
เมื่อทำอย่างนี้ก็เท่ากับรู้เท่าทันเวทนาทั้ง3ได้
3 ให้ควบคุมมโนสัญเจตนา (เจตจำนง ความคิด)
อย่าตกเป็นธาตุตัณหา
เหมือนคนถูกลากลงสู่หลุมถ่านเพลิง
ดิ้นรนหนีให้พ้นความร้อน
4.ให้คุมวิญญาณ(การรับรู้อารมณ์ผ่านประสาทสัมผัส)
อย่าให้การรับรู้นั้นเป็นเหตุก่อทุกข์
เหมือนดังเช่นนักโทษถูกสั่งให้ทำโทษ
ด้วยการเอาหอก100เล่มแทงถึงแก่ชีวิต
มารมี5ประเภท
มาร 5 ประเภท
1 ขันธมาร มารคือขันธ์5 ร่างกายไม่อำนวยให้ทำความดี
เช่นเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ทำให้หมดโอกาสดีๆในชีวิต
2 อภิสังขารมาร มารคือบุญบาป
ความชั่ว..ทำให้ขัดขวางมิให้บรรลุธรรม
บางทีบุญก็ขัดขวางเช่นกัน เพราะเป็นเหตุให้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ
ผู้ที่ทำบุญไปเกิดในภพภูมิที่ดี เช่นสวรรค์ก็หลงมัวเมาไม่รู้สร่าง
3 กิเลสมาร มารคือกิเลส โลภ โกรธ หลง
เป็นมารเพราะขัดขวางมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม
4 มัจจุมาร มารคือความตาย ความตายทำลายทุกสิ่งในชีวิต
บางทีกำลังก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม ก็มาด่วนตายเสียก่อน
ความตายจึงตัดโอกาสดีๆของชีวิต
5 เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร
เทวดาที่เกเรคอยขัดขวางมิให้คนทำความดี
หมายเอาเทวบุตรฝ่ายอันธพาลทั้งหลายอย่างสูง
หมายเอาพญามารชื่อ วสวัตตี
พญามารที่มาทูลขอให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน..หมายเอาเทวปุตตมาร และขันธมาร
เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ๆ มารก็มากระซิบอีกว่า
บัดนี้พระองค์บรรลุสัมโพธิญาณดังหวังแล้ว ปรินิพพานเสียเถอะ
พระองค์ตรัสว่า พระองค์จะไม่ปรินิพพานจนกว่าพรหมจรรย์(พระศาสนา)
ของพระองค์จะแพร่หลายมั่นคง
ธัมทาส(แว่นธรรม)
ธัมทาส
คนที่จะมี..ธัมทาส...ที่จะส่องดูอนาคตของตนได้อย่างมั่นใจ
ก็คือคนที่ศรัทธา มั่นในพระรัตรตรัย มีศิลบริสุทธิ์
บรรลุธรรมชั้นโสดาบัน ผู้ก้าวสู่กระแสนิพพาน
ผู้ที่ไม่มีทางตกต่ำ มีแต่จะก้าวสู่งขึ้นไปสู่การตรัสรู้ในที่สุด
พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำเรื่องไตรสิกขา ว่าเป็นธรรมที่พระองค์ทรงสอนมาก
สอนบ่อยกว่า
ศิล เป็นพื้ฐาน
สมาธิ ที่ศิลหนุนให้เจริญเต็มที่ย่อมมีผลมาก มีอนิสงส์มาก
ปัญญา มีสมาธิหนุน ให้เจริญเติมที่ ย่อมมีผลมาก มีอนิสงส์มาก
ที่ว่ามีผลมาก คือ อนิสงส์มาก คือมีผลและอนิสงส์ถึงขั้นที่ทำให้หลุดพ้น
จาก กามาสวะ
ภวาสวะ
อวิชชาสวะ
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
หยุดเพึ่อจะกำจัดเหลือบที่หากินกับศาสนา
หยุดเพึ่อกำจัดพวกเหลือบที่มาเกาะเวปหากินกับศาสนา...จนกว่าจะกำจัดหมด
วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
พระอรหันต์ผู้บรรลุธรรมที่ไม่ได้อยู่ในอริยาบถสี่
พระสาวกที่เจริญกายคตาสติ
การบรรลุธรรม.....สิ่งที่เป็นไปได้ทุกอิริยาบถ
......อานนท์ ควาทคิดที่ว่าเรามีเราเป็น มันเกิดมีขึ้นเพราะเรามีอุปทานในขันธ์ห้า
ยึดถือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญาณ ว่าเป็นของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา
เหมือนเช่น ชายหนุ่มหญิงสาวที่รักการแต่งตัว ส่องดูหน้าตัวเองในกระจก
ไม่ได้มองด้วยใจเฉยๆ แต่จะมองด้วยความยึดมั่น ว่าเป็นเรา เป็นของเรา
เป็นใบหน้าของเรา
ความคิดว่ามีเราเกิดขึ้นเพราะความยึดถือ หากไม่มีอุปทานความคิดก็ไม่มี....
แม้กาลปรินิพพานของพระองค์ จะผ่านล่วงเลยไปแล้วก้ตาม
ท่านพระอานนท์ก้ยังขะมักเขม้นปรารภความเพียรเพื่อการทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งความทุกข์
ไม่ลดละ
ในคืนนั้นเอง เมื่อเห็นว่าเหน็ดเหนื่อยกับการประกอบความเพียรพอสมควรแล้วและเพราะถึงเวลาจำวัด ขณะที่กำลังเอนตัวลงนอน ศีรษะยังไม่ถึงพื้น เท้าก็ถูกยกขึ้นจากพื้นแล้ว
ท่านก็เกิดการรู้แจ้งซึ่งความสมบูรณ์แห่งสติ ดับอาสวะได้ในระหว่างนั้น
เป็นพระอรหันต์ผู้บรรลุที่ไม่ได้อยู่ในอิริยาบถสี่
แต่อยู่ในระหว่าง ไม่ใช่ยืน เดิน นั่ง หรือนอนอันใดอันหนึ่ง
วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ทำไมมหาสติปัฏฐานเป็นสายเอกและอริยมรรคเป็นทางสายกลาง
ทำไมมหาสติปัฏฐานเป็นทางสายเอก
และอริยมรรคเป็นทางสายกลาง
มหาสติปัฏฐาน....คือทางสายเอกเป็นสายสำคัญไม่มีสอง
เป็นสายเดียวที่พ้นทุกข์
ส่วนอริยมรรคมีองค์8คือทางสายกลาง เรียกว่า มัชฌิมาปทา มีศิล สมาธิ ปัญญา
สำหรับ สติปัฏฐาน เป็นตัวยืนทางสติ ที่เป็นไปใน กาย เวทนา จิต ธรรม
ส่วนอริยมรรค เวลาทำหน้าที่ จะรวมตัวเป็นหนึ่งเหมือนเชือกเกลียว8เส้น
เรียกว่า...มรรคสมังคี....
เป็นทางพ้นทุกข์เช่นกัน
กัมฐานทั้ง40วิธีจะมารวมอยู่ใน....สติปัฏฐาน4 นอกจากอสุภะเท่านั้นที่ไม่ได้รวม
พระพุทธเจ้าจึงรับรองว่า ผู้ทีเจริญสติปัฏฐาน4ด้วยจิตตั้งมั่นและความเพียรอย่างเร็ว7วัน
อย่างช้า7ปี
วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ผู้ถึงความว่างต้องไม่ยึดในความรู้
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ผู้ไม่ยึดมั่นในความรุ้ ย่อมถึงความสงบสุข๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
.....พาหิยะ เธอเห็นอะไร ....ให้สักว่าเห็น
ได้ยินอะไร...ให้สักว่าได้ยิน(อย่าไปรู้มันว่าเห็นอะไร ได้ยินอะไร)
คนมีปัญญา มีตาดี มีหูดี แต่ทำเหมือนหูหนวก
มีกำลังดีแต่ทำเหมือนง่อยเปลี้ย ไม่มีกำลัง(อย่าเอากำลังไปทำบาป)
ปิดหูซ่ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นอนนั่งสบาย
การทอดแห......ควรเลือกทำเลที่จะทอด ถ้าทอดไปเรื่อยโดยขาดการพิจารณา
อาจติดเอาตอหรือหนาม นอกจากไม่ได้ปลาแล้ว แหอาจขาดเสียหาย
เพราะความไม่พิจารณานั้น
การให้ความรุ้คน หรือแม้แต่การสนทนา ถ้าไม่เลือกเฟ้นคนฟัง
ย่อมเสียหายดุจคนทอดแหข้างต้น ย่อมถึงความว่างไม่ได้
คนอยากรวยหลงลาภ ยศ สรรเสริญ หมกมุ่นในกามคุณสุดโต่งหรือมิจฉาทิฏฐิ
ควรชักสะพานเสียแล้ว หลีกให้ห่างไกลจากคนพาลพวกนี้
.....พาหิยะ เธอเห็นอะไร ....ให้สักว่าเห็น
ได้ยินอะไร...ให้สักว่าได้ยิน(อย่าไปรู้มันว่าเห็นอะไร ได้ยินอะไร)
คนมีปัญญา มีตาดี มีหูดี แต่ทำเหมือนหูหนวก
มีกำลังดีแต่ทำเหมือนง่อยเปลี้ย ไม่มีกำลัง(อย่าเอากำลังไปทำบาป)
ปิดหูซ่ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นอนนั่งสบาย
การทอดแห......ควรเลือกทำเลที่จะทอด ถ้าทอดไปเรื่อยโดยขาดการพิจารณา
อาจติดเอาตอหรือหนาม นอกจากไม่ได้ปลาแล้ว แหอาจขาดเสียหาย
เพราะความไม่พิจารณานั้น
การให้ความรุ้คน หรือแม้แต่การสนทนา ถ้าไม่เลือกเฟ้นคนฟัง
ย่อมเสียหายดุจคนทอดแหข้างต้น ย่อมถึงความว่างไม่ได้
คนอยากรวยหลงลาภ ยศ สรรเสริญ หมกมุ่นในกามคุณสุดโต่งหรือมิจฉาทิฏฐิ
ควรชักสะพานเสียแล้ว หลีกให้ห่างไกลจากคนพาลพวกนี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






