ธรรมะ

ธรรมะ
ธรรมะก็คือธรรมชาติ ผู้ใดไปฝืนธรรมชาติก็เป็นทุกข์

หน้าเว็บ

lungsem

ความแก่และความตายไล่ต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไป เหมือนเด็กเลี้ยงโคต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากิน ในกาลใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้เพียรเพ่งพินิจอยู่ พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารพร้อมทั้งเสนามารเสียได้ เหมือนดวงอาทิตย์อุทัยขึ้น กำจัดความมืด ส่องสว่างอยู่ในอากาศ ฉะนั้น

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

หนทางหลุดพ้นเกิดจากทุกข์เกิดจากศรัทธา

ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทางเท่านั้น....
เราต้องเดินเอง

ห่างกันไม่ห่างไกล ผูกพันธ์ด้วยจิตใจ ถักจิต ทอใจด้วยใยธรรม

พุทธบริษัท(putboresat)

พุทธบริษัท(putboresat)
เป็นหนึ่งเดียวในโลกที่สืบสานตำนานพ้นทุกข์

เรียนรู้ใจด้วยจิต ฝึกจิตด้วยใจ

เรียนรู้ธรรมด้วยธรรมชาติ

ใครต้องการพ้นทุกข์ยกมือขึ้น

เอาละ เอามือลง..เชิญขึ้นรถไฟชีวิต จะนำท่านไปสู่ดินแดนที่เป็นอิสระ

แห่งจิตใจ ทีปลดแอกไร้เครื่องพันธนาการจากสิ่งทั้งปวง



หัวรถจักรนี้ชื่อบริษัทสี่(boresatsee)เป็นหัวรถจักรที่สืบสาน

มาจากพุทธบริษัท

คุณสมบัติ...สัมมาสมาธิเป็นหลัก..โบกี้อื่นๆจะตามมาอีก7โบกี้

ขบวนรถนี้...รับผู้ที่จะเดินทางด้วยความสมัครใจ (ไม่มีการร้องขอ)

รวมเรียกว่า มรรค8สามัคคี..



ปรู้ด....ปรู้ด......ถึงก็ช่าง....ไม่ถึงก็ช่าง...

ท่องอันดามัน

ท่องอันดามัน
เพลินใจด้วยธรรมชาติผสมด้วยธรรมะ

http//bore.sat.see.blogspot.com

ธรรมะ

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

การปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร

                         การปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร
 การปฏิบัติธรรมทั้วหลายที่เราพยายามปฏิบัติจะใช้ในเวลานี้เท่านั้น
                 เมื่อถึงเวลาที่ตาย.....
ให้ทำจิตเป็นหนึ่ง
  แล้วหยุดเพ่ง
    ปล่อยวางทั้งหมด

สายฝนและเปลวไฟในกระจก
หามีผลต่อกระจกไม่
เพราะกระจกไม่เลือกสะท้อนภาพ
ไม่ให้อำนาจแก่ สายฝนและ เปลวไฟ

   เปรียบได้ด้วยจิตที่รับรู้  แต่ไม่ยึดติดและครอบครอง
      ถ้าจิตยินดี(ชอบ)
      ไม่ยินดี(ไม่ชอบ)
      ก็ไม่หลง(วางเฉยเป็นอุเบกขา)
           นิพพาน.....อยู่ตรงนี้แหละ...

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554

ทางสายเอก(สติปัฏฐาน4



                               ทางสายเอก(สติปัฏฐาน4)
 การเจริญสติปัฏฐานเป็นทางสายเอก(เอกายนมมรรค)สายเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตรัสสอนไว้

     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้ เป็นทางที่ไปอันเอก เพื่อความหมดจด เพื่อความก้าวล่วง
ซึ่งความโศก ความร่ำไร เพื่อความอัสดงดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญาณธรรม
 เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง
    หนทางนี้คือสติปัฏฐาน4
การเจริญสติปัฏฐานหรือ วิปัสสนากรรมฐาน มีรูปนาม ปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ ถ้าปรากฏว่ารูป นามเกิดดับ มุ่งตรงลงไตรลักษณ์อย่างเร็ว7วัน อย่างช้าไม่เกิน7ปี ถ้ายังไม่บรรลุธรรมก็จะเป็นเหตุปัจจัย
ไปภพหน้าอาจถึงเจ็ดชาติ แต่ถ้าการเจริญสมถกรรมฐานที่มีสมมุติบัญญัติหรือบุคคลเป็นอารมณ์
อาจจึง20ปีหรือมากกว่านั้น ถ้าเป็นมัณฑบุคคลผู้มีปัญญาน้อย
    วิปัสสนา ต้องการเพียงขณิกสมาธิเท่านั้น จึงไม่ควรสอนให้นั่งหลับตาหรือปิดวาจา
คำสอนไม่มีกล่าวไว้ว่าต้องให้ปิดตา ปิดปาก หรือปิดหู
   แต่สอนให้เจริญสติระลึกรู้ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต่างหาก
 สวดมนต์ เป็นความดีและเป็นการสาธยายธรรม แต่จะให้ดีแท้ เมื่ออ่านแผนที่แล้วต้องพากเพียร
ออกเดินทางทันที จึงจะถึงเป้าหมาย(พ้นทุกข์)
  สวดมนต์เหมือนอ่านสลากยาแตไม่กินยา ไข้ก็ไม่หาย
สวดมนต์เหมือนยาทา  ภาวนาเป็นยากิน กินยาไข้จึงหาย
  อ่านตัวให้เหมือนอ่านหนังสือ ถ้าอ่านออก (รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร)
จะอ่านในวัด นอกวัด หรือใน นอกสำนักปฏิบัติ ย่อมอ่านได้ทั้งนั้น
 วิปัสสนา ต้องไม่ใช่นิ่งและสงบแต่ต้องทำได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะธรรมะเป็น..อกาลิโก

 ดูก่อนพวกเธอทั้งหลาย เธอพึงมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา
นี่เป็นคำสอนของเราสำหรับพวกเธอทั้งหลาย(พุทธวจนะ) ปฐมเคลัญญสูตร
       เส้นผมเล็กนิดเดียว แต่บังภูเขาได้ทั้งลูก

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

ผู้เจริญโพชฌงค์เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง

                     ผู้เจริญโพชฌงค์เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง

พระพุทธเจ้า พระมหากัสสปะหายจากโรคาพาธเพราะ(สวด)โพชฌงค์ คนที่ไม่เจริญโพชฌงค์
เรียกว่าคนโง่ ใบ้ จน เป็นต้น
       พระพุทธเจ้าตรัสถึงอาหารที่หล่อเลี้ยงนิวรณ์5และโพชฌงค์7ดังนี้
การนึกแต่เรื่องสวยงาม(สุภนิมิต)
   เป็นอาหารของกามฉันท์
การนึกแต่เรื่องที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ(ปฏิฆนิมิต)
    เป็นอาหารของ พยาบาท
การนึกถึงแต่เรื่องไม่ยินดี เกียจคร้าน บิดขี้เกียจ เมาอาหารและเรื่องที่ทำให้ใจหดหู่
    เป็นอาหารของ ถีนมิทธะ
การนึกถึงแต่เรื่องไม่สงบแห่งจิต
    เป็นอาหารของ อุทธัจจกุกกุจจะ
การพิจารณาโดยรอบคอบว่าธรรมใดดีหรือไม่ดีมีโทษหรือไม่มีโทษ เลวหรือประณีต
     เป็นอาหารของธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบในความดำริริเริ่ม พยายาม บากบั่น
     เป็นอาหารของ วิริยสัมโพพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งธรรม เป็นที่ตั้งของความอิ่มใจ
     เป็นอาหารของปิติสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งความสงบกายสงบใจ
     เป็นอาหารของ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งสมาธินิมิต อัพยัคคนิมิต
     เป็นอาหารของสมาธิสัมโพชฌงค์
การพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการวางเฉย
     เป็นอาหารของอุเบกขาสัมโพชฌงค์

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องขันธ์5โดยยกอุปมาอย่างน่าฟัง

                              พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องขันธ์5โดยยกอุปมาอย่างน่าฟัง

ทรงตรัสสอนภิกษุว่า ขันธ์5แต่ละอย่าง หาสาระมิได้ โดยยกอุปมามาประกอบอย่างน่าฟัง

           รูป    เปรียบเหมือน    กลุ่มฟองน้ำ
           เวทนา   เปรียบเหมือน     ฟองน้ำ
           สัญญา   เปรียบเหมือน    พยับแดด
           สังขาร    เปรียบเหมือน    ต้นกล้วย

และในปุปผสูตร ทรงตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงขัดกับบัณฑิตทั้งหลายในสองเรื่อง
คือสิ่งที่บัณฑิตเขาว่าไม่มี สิ่งที่บัณฑิตเขาว่ามีและมีเหมือนกัน แล้วทรงไขว่า

      สิ่งที่ไม่มีนั้น คือ ไม่มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เที่ยงไม่เป็นทุกข์ และไม่เปลี่ยนแปลง
     สิ่งที่มี คือ มีรูป....วิญาณที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเปลียนแปลง

ท้ายพระสูตรมีพระวจนะที่น่าจดจำ คือ...

   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบลก็ดี ปทุมก็ดี บุณฑริกก็ดี เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นน้ำ แต่ไม่ติดน้ำฉันใด
ตถาคตเกิดในโลก ย่อมอยู่เหนือโลก ไม่ติดโลกฉันนั้น

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

พระพุทธเจ้าแบ่งคนเป็น4จำพวก

                     พระพุทธเจ้าแบ่งคนเป็น4จำพวก

1 บุคลผู้ตรัสรู้เร็ว(อุคฆติตัญญ)
2 บุคคลทีฟังเขาอธิบายแล้วตรัสรู้(วิปจิตัญญู)
3 บุคลที่เขาแนะนำพร่ำสอนบ่อยๆจึงตรัสรู้(เนยยะ)
4 บุคลไม่อาจรู้ธรรมได้เลยในชาตินี้(ปทปรมะ)

     หมายเหตุ...ปทปรมะ ท่านให้คำจำกัดความได้แก่..คนฉลาด ท่องจำได้มาก กล่าวธรรมได้มาก
สอนคนอื่นได้มาก
   แต่ไม่สามารถตรัสรู้ในชาตินี้ หมายถึง ...พหูสูตรบุคคล...ที่มากด้วยทฤษฏี

บุคล 5จำพวก
     นัยที่1 มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป สว่างมาสว่างไป
     นัยที2 จมแล้วจมอีก จมแล้วลอยขึ้น ลอยขึ้นแล้วจมลง ลอยขึ้นแล้วลอยขึ้นอีก
     นัยที3 คนฟ้ารัองฝนไม่ตก คนฝนตกฟ้าไม่ร้อง คนฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก คนฟ้าร้องฝนตก
     นัยที่4 คนหม้อน้ำเปล่าปิดฝา  คนหม้อน้ำเต็มเปิดฝา คนหม้อน้ำเปล่าเปิดฝา คนหม้อน้ำเต็มปิดฝา
    นัยที่5 คนมะม่วงดิบสีสุก คนมะม่วงสุกสีดิบ  คนมะม่วงดิบสีดิบ คนมะม่วงสุกสีสุก

โลกในความหมายของพระพุทธเจ้า

         โลกในความหมายของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าตรัสว่า...บุคคลไม่อาจไปให้ถึงที่สุดโลกด้วยการไปธรรมดา
แต่เมื่อยังไม่ถึงที่สุดโลกที่จะทำที่สุดทุกข์ไม่ได้  อาวุโส เราบัญญัติโลกการเกิดแห่งโลก ความดับโลก และทางให้ถึงความดับโลก...
    ที่ร่างกายยาววาหนาคืบ มีสัญญา มีใจครองนี้

                      สิ่งไกลกัน4อย่าง

1 ฟ้ากับดิน
2 ฝั่งนี้กับฝั่งโน้น
3 พระอาทิตย์ขึ้นกับพระอาทิตย์ตก
4 ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษ

        

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

พระฉวีววรรณของพระพุทธเจ้าผุดผ่อง..ดังถ่านไฟที่ไร้เปลวฉะนั้น

       พระฉวีววรรณของพระพุทธเจ้าผุดผ่อง...ดังถ่านที่ไร้เปลวฉะนั้น

 พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีอยู่สองครั้งเท่านั้นที่พระฉวีวรรณของพระองค์ผุดผ่องผิดปกติคือ
ในราตรีที่พระตถาคตจะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ กับ
ในราตรีที่พระตถาคตจะปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน

    ข้อที่น่าคิดและพิจารณาตรงนี้ก็คือ เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นแก่ปุถุชนคนธรรมดาเหมือนกัน
ไม่มีใครหาเหตุผลมาอธิบายได้ คือ พ่อของข้าพเจ้าป่วยหนัก นอนแบบอยู่ จนลูกหลานญาติพี่น้องนึกว่าไม่รอดแน่นอน วันดีคืนดีก็ลุกขึ้นมากินข้าวกินปลาอย่างเอร็ดอร่อย พูดคุยหยอกล้อกับ
ลูกหลานอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ ใครๆก็นึกว่าหายแน่นอน
   แต่อยู่ๆก็ทรุดหนัก และสิ้นชีวิตในที่สุด

 ว่ากันว่าในช่วงที่ลุกขึ้นมากินข้าวหยอกล้อกับลูกหลาน ผิวพรรณผุดผ่องเหลือเกิน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นไม่ทราบ   แต่มาพิจารณาโดยอุปมาว่า เหมือนเทียนที่มันจะดับนั่นแหละ
  มันจะลุกโพลงสว่างไสวเป็นพิเศษแล้วก็ดับวูบ...นี่คือความจริงของชีวิตที่เคยประสบมา

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

อนัตตา

                               อนัตตา

อายตนะ12เป็นมหาสมุทร เป็นโอฆะห้วงน้ำแห่งกิเลสใหญ่ ถ้าข้ามไม่ได้ก็จบ.................
เป็นทีหมกจมของสัตว์31ภูมิ จะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์หรือนิพพาน อยู่ที่อายตนะเหล่านี้
ที่สัตว์ทั้งหลายหมกจมอยู่ก็เพราะจิตไปยึดอายตนะเหล่านี้ว่าเป็นเรา
       ให้เพียรเอาสติเข้าไประลึกรู้ปัจจุบันขณะว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นอารมณ์ปัจจุบัน
ขณะทางทวารเท่านั้น เกิดแล้วก็ดับไปแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย อารมณ์ความคิดทั้งหลายล้วน
เกิดดับ
      การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปหาที่ข้างนอก แต่อยู่ในตัวเรานี้ ที่ตา หู..............นรก สวรรค์ก็อยู่ที่นี่
นิพพานก็อยู่ที่นี่
      ดังนั้นจึงพึงควรที่จะยอมรับสภาพของความไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนเอาไว้สอนจิตให้มีปัญญา
วางอัตตาให้ถึงอนัตตาเสียจิตก็จะไม่ทุกข์
    ดีก็ยอมรับ ไม่ดีก็ยอมรับ ยอมรับมันให้ได้ทั้งดีและไม่ดี ดีก็เอาไม่ดีก็เอา ดี..ไม่ดีก็ให้วาง สุขก็เอาทุกข์ก็เอา สุขทุกข์ก็ให้วาง  ยอมรับสภาพ แต่ไม่ยึดเป็นตัวตนของเรา เพราะมันตกอยู่ในสภาพ
ความเป็นจริงที่ต้องเปลียนแปลงไปเป็น..อนิจจัง..ทุกขัง..อนัตตา  ..ตลอดเวลา
     ถ้าวางได้ก็ไม่ทุกข์ ถ้ายังวางไม่ได้ยังยึดอยู่ย่อมทุกข์แน่ เพราะว่ามันบังคับบัญชาไม่ได้ มันอนัตตา มันไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา
     ลองดูลมหายใจที่ปลายจมูกดูซิ มันคงที่ที่ไหน เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก เปลียนแปลงตลอดเวลา มันอนิจจังตลอดเวลา บังคับมันไม่ได้  ถ้าบังคับมันให้เทียงให้นิจจัง มันจะเกิดทุกขังทันที
      นี่แหละมันบังคับบัญชาไม่ได้ตามต้องการ มัน................อนัตตา

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

                      การบูชาพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง
พระพุทธองค์ตรัสว่า ....ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดจะเป็นพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ก็ตาม
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม(คือปฏิบัติธรรมถูกทาง ปฏิบัติตามตรงตามเป้าหมายแท้จริง)
ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรม ผู้นั้นชื่อว่าสักการะเคารพนับถือบูชา ตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอด
เยี่ยม...

     ไหว้พระทุกคืน จุดธูปบูชาหมดไปเป็นพันๆเล่มพันๆดอกไม้ ดอกไม้หมดไปเป็นสวนก็ดีอยู่
นับว่าเป็นผู้บูชาพระบูชาเจ้าด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใส แต่เพียงแค่นี้ยังไม่นับว่าเป็นการบูชาอย่าง
ยอดเยี่ยม ถึงจะมีผลก็มีไม่มาก
    แต่การบูชาที่ยอดเยี่ยมจริงๆคือ...บูชาด้วยการปฏิบัติ

      ปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธองค์ อย่างน้อยมีศิล5 ธรรม5ครบ อย่างน้อยมีความเพียร
4ประการครบ คือ
1 เพียรระวังมิให้อกุศล(ความไม่ดี)เกิดขึ้นในใจ
2 เพียรละความไม่ดีที่ทำแล้ว
3 เพียรพยายามทำความดีที่ยังไม่ได้ทำ
4 เพียรรักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่
     เท่านี้นับว่าเพียงพอในระดับหนึ่งแล้วครับ

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

โพชฌงค์7(องค์ประกอบแห่งการตรัสรู้)

          โพชฌงค์7 คือองค์ธรรมให้มีปัญญาเข้าไปรู้อริยสัจ4ได้แก่
1 สติ... ความมีสติระลึกได้ในวิปัสสนาญาณ
2 ธัมมวิจยะ..ความเฟ้นสอดส่องธรรม พิจารณารูป นามแคล่วคล่องว่องไว
3 วิริยะ..ความเพียร ประคับประคองละอกุศลความเกียจคร้านและสร้างกุศล
4 ปิติ..ความปิติ อิ่มใจ
5 ปัสสิทธิ..มีปัสสัทธิ ความสงบกายเย็นใจควรแก่การงาน
6 สมาธิ..มีสมาธิจิตตั้งมั่น
7 อุเบกขา..(ตัตตรมัชตตาเจตสิค) วางใจเป็นกลางตามความเป็นจริง(ตามกฏแห่งกรรม)
  ทำลายนิวรณ์ให้หมด

      การกระทำให้มากซึ่ง โยนิโสมนสิการ ในธรรมเหล่านี้ เป็นอาหารให้สติสัมโพชฌงค์..อุเบกขาสัมโพชฌงค์..ที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์
  ดังนั้น ควรศึกษา โยนิโสมนสิการ..คิดบวก คิดดี คิดเป็น คิดเป็นปัญญา(เหตุใกล้ให้เกิดปัญญา)

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

ทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์

                                      ทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์

ทรงแสดงอานาปานสติที่เจริญให้มาก
ทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์
สติปัฏฐานที่ทำให้เจริญมาก
ทำโพชฌงค์ให้บริบูรณ์
ทำโพชฌงค์ให้มาก
 โพชฌงค์ที่ทำให้มาก
ทำวิชชาและวิมุติให้สมบูรณ์
    ซึ่งจัดอยู่ใน อานาปานสติสูตร

ธรรมทั้งหมดรวมลงในอริยสัจจ์4

                          ธรรมทั้งหมดรวมลงในอริยสัจจ์4
มหาหัตถิปโทปมสูตร เปรียบด้วยรอนเท้าช้างสูตรใหญ่ว่าด้วยธรรมทั้งหมดรวมลงในอริยสัจจ์4

     เหมือนรอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย รวมลงในรอยเท้าช้างทั้งหมด(หมายความว่าไม่มีรอยเท้าอะไร
จะใหญ่เท่ารอยเท้าช้าง)

แก่นพุทธาสนา

                    แก่นพุทธศาสนา

 มหาสาโรปมสูตร สูตรเปรียบเทียบด้วยแก่นไม้สูตรใหญ่

   ลาภสักการะเปรียบกิ่งและใบ
   ความสมบูรณ์ด้วยศิลเปรียบดุจสะเก็ดไม้
   ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิเปรียบเปลือกไม้
   ญาณทัศนะเปรียบดุจกระพี้
   วิมุติเปรียบดุจแก่นไม้